Autopilot ระบบช่วยขับขี่ของยานพาหนะยุคใหม่

Autopilot ระบบช่วยขับขี่ของยานพาหนะยุคใหม่

เมื่อพูดถึงเรื่องของ Autopilot หรือระบบการบินอัตโนมัติ หลายคนก็คงจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนี่ เพราะในทางการบินนั้น ก็มีการใช้ระบบนี้มาตั้งนานแล้ว ซึ่งก็เป็นความจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากเครื่องบินแล้วในปัจจุบันยังได้มีการคิดค้นและพัฒนาเพื่อนำเอาระบบ Autopilot นี้มาใช้งานเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการขับขี่ให้กับยานพาหนะชนิดอื่น อย่างเช่นรถยนต์ส่วนบุคคลด้วย จะเป็นอย่างไร เราไปติดตามและอัพเดตข่าวคราวทางด้านเทคโนโลยีชนิดนี้กัน

ระบบ Autopilot ของเครื่องบิน

                ก่อนอื่นมารู้จัก และมาทำความเข้าใจกับระบบ Autopilot ของเครื่องบินกันมากขึ้นก่อน ระบบ Autopilot หลัก ๆ ก็คือระบบนำทางของเครื่องบิน เพื่อช่วยให้เครื่องบินเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งในเครื่องบินแต่ละลำก็จะมีการติดตั้งระบบ Autopilot ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป และสิ่งที่สำคัญก็คือ ถึงแม้ว่าเครื่องบินจะมีระบบ Autopilot ก็ยังคงต้องอาศัยการทำงานของนักบินและผู้ช่วยในการกำหนดค่าต่าง ๆ รวมถึงต้องคอยสังเกตการณ์เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางการบิน โดยระบบ Autopilot ของเครื่องบินส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย 4 ระบบได้แก่ ระบบตั้งค่าทิศทางการบิน ระบบ Navigation  ระบบควบคุมความสูงของตัวเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินสามารถไต่ระดับหรือลดระดับความสูงได้อย่างอัตโนมัติ ใครที่นั่งเครื่องบินบ่อย ๆ คงจะคุ้นหูกับการที่กัปตันประกาศว่า ขณะนี้เราอยู่ที่ระดับความสูงเท่านั้นเท่านี้ และระบบช่วยคำนวณในการนำเครื่องขึ้นและจอดเพื่อให้เครื่องบิน แลนดิ้งและเทคออฟ นำผู้โดยสารไปถึงที่หมายได้อย่างสวัสดิภาพ

การนำระบบ Autopilot มาใช้ขับเคลื่อนยานพาหนะชนิดอื่น

                ในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้า และการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดยั้ง ทำให้บริษัทรถยนต์หลายบริษัทพยายามพัฒนาระบบการขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งมีความคล้ายกับระบบ Autopilot ของเครื่องบิน มาใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ในการขับขี่รถยนต์กันมากขึ้น แต่ระบบเหล่านั้นยังไม่ใช่ระบบ Autopilot หรือการควบคุมการขับขี่อัตโนมัติเสียทีเดียว แต่เป็นระบบช่วยเหลือคนขับที่เรียกว่า Self – assisted Driving เสียมากกว่า ตัวอย่างเช่น บริษัท Telsa ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ที่ได้นำเอาระบบนี้มาทดลองได้แล้ว แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนขึ้น ทำให้ต้องเปลี่ยนการเรียกระบบการขับอัตโนมัติ ที่เคยใช้เรียกก่อนหน้า มาเป็นการใช้คำว่าระบบช่วยขับแทน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน เนื่องจากคนขับยังมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมพวงมาลัยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีนี้ช่วยก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นระบบที่รถยนต์สามารถขับขี่ได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความสับสน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

 

รถไฟฟ้าขัดข้อง เกี่ยวข้องกับคลื่นมือถืออย่างไร?

รถไฟฟ้าขัดข้อง เกี่ยวข้องกับคลื่นมือถืออย่างไร?

                จากสถานการณ์รถไฟฟ้า BTS ขัดข้องบ่อยติดต่อกันหลายวันจนผิดสังเกตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้กับคนทำงานในเมืองกรุงที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ไปตาม ๆ กัน และก็พากันสงสัยถึงระบบการทำงาน ว่าทำไมถึงปล่อยให้ระบบเดินรถสาธารณะที่มีผู้คนใช้งานเป็นจำนวนมาก ขัดข้องบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น จนกระทบกับชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งในที่สุดก็ทราบสาเหตุว่าความขัดข้องในครั้งนี้ เกิดจากคลื่นสัญญาณรบกวนกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เราจะพาคุณมาไขข้อข้องใจกัน

การทำงานของรถไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่อย่างไร  

                ในการทำงานและการเดินรถของระบบรถไฟฟ้านั้นจะใช้การสื่อสารแบบไร้สายเพื่อใช้ควบคุมการเดินรถเพื่อส่งตำแหน่งของรถไฟฟ้าทุกคันไปให้ศูนย์ควบคุมทราบ รวมถึงรถแต่ละคนจะต้องทราบตำแหน่งของรถคันหน้าเพื่อการเว้นระยะที่ปลอดภัย ซึ่งคลื่นความถี่ที่รถไฟฟ้า BTS ใช้ในการควบคุมการสั่งการก็คือคลื่น 2400 MHz นั่นเอง ซึ่งตั้งแต่ในอดีตรถไฟฟ้า BTS ไม่ได้มีการสร้างระบบป้องกันการรบกวนสำหรับการใช้งานคลื่น 2400 MHz ที่ว่านี้        

คลื่นมือถือกระทบการทำงานของรถไฟฟ้าได้อย่างไร         

เนื่องจากเทคโนโลยีของระบบสื่อสารไร้สาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คลื่นความถี่เพื่อส่งสัญญาณควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการส่งผ่านข้อมูลของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบันค่ายมือถือดีแทคได้มีการใช้คลื่นความถี่ 2300 MHz ในการทดสอบการส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต โดยทำการทดลองใช้คลื่น 2300 MHz ที่ได้มีการติดตั้งสถานีฐานบนเส้นทางเดินรถไฟฟ้า 20 สถานี ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานว่า ทำให้เกิดการรบกวนกับของคลื่นความถี่ที่อยู่ในช่วงคลื่นใกล้กัน และอีกหนึ่งสาเหตุก็น่าจะเกิดจากการที่ปัจจุบันคลื่นความถี่ 2400 MHz เป็นคลื่นความถี่เสรีที่เปิดให้มีการใช้ส่งสัญญาณไวไฟได้ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการรบกวนกันของสัญญาณ ซึ่งส่งผลให้ระบบการเดินรถของรถไฟฟ้า BTS ขัดข้อง ซึ่งล่าสุดทาง DTAC ก็ได้ปิดการปล่อยสัญญาณบนคลื่นดังกล่าวแล้ว

จากข่าวคราวความคืบหน้าล่าสุด (27 มิ.ย. 2561) ทาง กสทช. หน่วยงานดูแลและกำกับด้านคลื่นความถี่ของประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่าสาเหตุที่ทำให้รถไฟฟ้า BTS ขัดข้องในครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องมาจากการส่งสัญญาณคลื่นความถี่ของโทรศัพท์มือถือ รบกวนการทำงานของระบบรถไฟฟ้าจริง และแนะนำให้ทาง BTS ย้ายช่วงคลื่นความถี่ใช้ในการส่งสัญญาณ เพื่อควบคุมการเดินรถให้ห่างจากช่วงคลื่น 2300 MHz ของดีแทคมากที่สุด และในระหว่างนี้ก็ให้ทางค่ายมือถืองดทดลองการส่งสัญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขัดข้องของรถไฟฟ้าเกิดขึ้นด้วยสาเหตุนี้อีก