Smart Wallet นวัตกรรมใหม่ที่เป็นมากกว่ากระเป๋าสตางค์

Smart Wallet นวัตกรรมใหม่ที่เป็นมากกว่ากระเป๋าสตางค์

กระเป๋าสตางค์ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับคนส่วนใหญ่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกคนล้วนพกพาเจ้ากระเป๋าสตางค์ส่วนตัวไปด้วยทุกที่ทุกเวลา เอาไว้ใส่ตั้งแต่เงิน บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม รวมไปถึงเอกสารส่วนตัวอย่างบัตรประชาชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ที่มีแอปพลิเคชันมากมายสำหรับโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone ที่เกี่ยวกับการเงิน แต่การพกกระเป๋าสตางค์ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับคนส่วนใหญ่ เป็นของติดตัวพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี หลาย ๆ ครั้งเจ้ากระเป๋าสตางค์ก็กลายมาเป็นปัญหาของความไม่ปลอดภัยสำหรับการดำเนินชีวิตของคนจำนวนมาก เมื่อพกพากระเป๋าสตางค์แล้วผู้ร้ายเห็นก็มักจะเป็นสิ่งแรกที่ล่อตาล่อใจผู้ร้ายให้ต้องการขโมย เนื่องจากคิดว่ากระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นของมีค่าที่สุดในร่างกายนั่นเอง

                กระเป๋าสตางค์อัจฉริยะ หรือ Smart Wallet จะกลายเป็นเพื่อนคนใหม่สำหรับคุณได้แบบไม่ยาก จะดีแค่ไหนถ้าการที่พกกระเป๋าสตางค์แล้วไม่ต้องเสี่ยงกับการสูญหาย เพราะกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะใบนี้ติด GPS ที่ใช้ในการติดตามตำแหน่งเอาไว้ เมื่อรู้สึกว่ากระเป๋าสตางค์ไม่อยู่ติดตัวก็สามารถเปิดหาตำแหน่งที่อยู่ของกระเป๋าสตางค์ได้ทันที แบบไม่ต้องรอเวลาในการโหลดข้อมูลให้เสียเวลา ไม่ว่าจะลืม หรือถูกขโมยก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป  การทำงานของกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะ เพียงแค่ทำการเชื่อมต่อ ระหว่างกระเป๋าสตางค์กับ Smart Phone ที่ใช้อยู่ เมื่อทำการจับคู่เจอแล้วให้เปิดแอปพลิเคชันเฉพาะของกระเป๋าสตางค์ก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยกระเป๋าสตางค์ยังเพิ่มความทันสมัยด้วยการฝังกล้องตัวเล็ก ๆ ไว้ภายในกระเป๋า และช่องใส่ซิมการ์ด ดังนั้น ถ้ากระเป๋าสตางค์หาย เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันบน Smart Phone ขึ้น แล้วกดเข้าสู่โหมดกระเป๋าสตางค์หาย หรือ Lost Mode เพียงแค่นี้กล้องภายในกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะก็จะทำการถ่ายภาพหน้าของคนที่เปิดกระเป๋าสตางค์ แล้วส่งไปยัง Smart Phone ที่ได้จับคู่ไว้แบบทันที จากนั้นก็สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนเอากระเป๋าสตางค์ไป ถ้าเป็นขโมยก็นำภาพหลักฐานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที กระเป๋าสตางค์อัจฉริยะยังทำหน้าที่เป็นเครื่องปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย เพราะสามารถใส่ซิมการ์ดได้ นวัตกรรมที่ถือได้ว่ามีความทันสมัย และจำเป็นอย่างมากสำหรับกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะใบนี้ก็คือ สามารถใช้เป็นแบตเตอรี่สำรองได้ด้วย สามารถชาร์จแบตเตอรี่ Smart Phone ได้ทั้งแบบมีสาย และแบบไร้สาย เรียกได้ว่า พกกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะใบเดียว แต่สามารถทำงานได้หลากหลายได้คุ้มค่าคุ้มราคา

                กระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตสำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะ หรือ Smart Wallet จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ใช้นอกจากจะใช้เป็นกระเป๋าสตางค์สำหรับพกเงิน และเก็บเอกสารส่วนตัวที่สำคัญ ใช้เป็นแบตเตอรี่สำรอง ใช้สำหรับแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญที่สุดยังมีความปลอดภัยอย่างมากสำหรับผู้ใช้ เมื่อรู้ขนาดนี้แล้วลองหา Smart Wallet มาใช้ซักใบ รับรองว่าคุณจะไม่ตกเทรนด์แบบไร้กังวล

พลังงานคลื่นทะเล ทางเลือกใหม่ของการผลิตกระแสไฟฟ้า

พลังงานคลื่นทะเล ทางเลือกใหม่ของการผลิตกระแสไฟฟ้า

ปัจจุบันการขาดแคลนพลังงานถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ และต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพลังงานต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นพลังงานสิ้นเปลืองไม่ว่าจะเป็นพลังงานถ่านหิน พลังงานน้ำมัน และพลังงานก๊าซธรรมชาติ กำลังจะหมด เพราะมีการใช้พลังงานเหล่านี้จำนวนมากมาย และใช้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ล้วนต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เริ่มตั้งแต่การประหยัดพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือการหาพลังงานที่นำมาใช้ทดแทน โดยพลังงานที่จะนำมาใช้ทดแทนนี้ต้องเป็นพลังงานที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด หรือ พลังงานไม่สิ้นเปลือง เช่น พลังงานลม พลังงานแสงแดด และพลังงานคลื่นทะเล เป็นต้น พลังงานทดแทนถือเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะในอนาคตจะกลายเป็นพลังงานที่ช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ด้านพลังงานให้หมดไป

                พลังงานคลื่นทะเล ถือเป็นพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ และมีการพัฒนาให้สามารถใช้งานได้จริง และคลื่นในทะเลก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ปัจจุบันนี้มีการพัฒนารูปแบบของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเลให้มีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำที่มีขนาดเล็ก สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก แต่ประสิทธิภาพไม่เล็กเหมือนกับรูปร่าง เพราะทุ่นลอยน้ำนี้เมื่อนำไปวางไว้ในทะเล ก็จะลอยอยู่บนผิวน้ำ เมื่อเกิดคลื่นทะเลลอยมากระทบกับทุ่นลอยน้ำ ทุ่นก็จะทำหน้าที่แยกเกลือออกจากน้ำ จากนั้นก็จะทำการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเจ้าทุ่นลอยน้ำขนาดเล็กนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จำนวนมาก นั่นคือ ทุ่นลอยน้ำ 1 ตัว สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านที่พักอาศัยได้มากถึง 200 หลังคาเรือน

ข้อดีของพลังงานคลื่นทะเลที่ควรนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่

                พลังงานคลื่นทะเลถือได้ว่าเป็นพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ ซึ่งมีข้อดีดังต่อไปนี้

  1. คลื่นทะเลถือเป็นพลังงานสะอาด หรือพลังงานสีเขียว พลังงานคลื่นนี้ปลอดภัยกว่าพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะแทบจะไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเลย จึงเป็นพลังงานที่ไม่เป็นอันตรายต่อโลก เรียกได้ว่านอกจากจะให้พลังงานแล้วยังรักษาโลกให้ปลอดภัยได้อีกด้วย นอกจากนี้พลังงานคลื่นเป็นพลังงานที่มีอยู่มากมายมหาศาล ใช้ได้ตราบนานเท่านาน
  2. การผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นต้องใช้วัสดุที่มีความคงทนมากกว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบทั่วไป เพราะเครื่องนี้ต้องลอยอยู่ในทะเลตลอดเวลา ทำให้เครื่องสามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลานาน เรียกได้ว่าคุ้มค่า คุ้มราคาอย่างแน่นอน
  3. พลังงานคลื่นมีความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอดเวลา เพราะคลื่นในทะเลมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าพลังงานชนิดอื่น

พลังงานคลื่นทะเล ถือได้ว่าเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่จะสามารถสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับโลก ทั้งในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยต่อโลกสูงมาก ที่สำคัญที่สุดเป็นพลังงานไม่สิ้นเปลืองจึงทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูงอยู่ตลอดเวลา แต่ลักษณะของการลงทุนเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า เพราะสามารถใช้งานพลังงานคลื่นทะเลได้นานจนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างแน่นอน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ Bitcoin ควรได้รับการควบคุม

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ Bitcoin ควรได้รับการควบคุม

                บิทคอยน์ถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหรือสถาบันการเงินใด ๆ เข้ามากำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลตัวนี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความเป็นห่วงกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเสี่ยง รวมถึงการทำธุรกรรมที่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือการฟอกเงินผ่านบิทคอยน์ที่หลายฝ่ายกำลังเป็นกังวล

คณะสภาผู้แทนฯ อังกฤษเห็นควรเริ่มกำหนดมาตรการในการควบคุมบิทคอยน์   

                ล่าสุดคณะสภาผู้แทนฯ อังกฤษ มีความเห็นว่า Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการควบคุมเพื่อปกป้องนักลงทุน เพราะขณะนี้บิทคอยน์ยังมีราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยง รวมถึงเรื่องของการแฮ็กระบบ และการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันสกุลเงินดิจิตอลที่เรียกว่า crypto-assets เหล่านี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาทำการกำกับดูแลในการออกสินทรัพย์ และไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะมาควบคุมการซื้อขายและเปลี่ยน

กว่า 1,500 สกุลเงินดิจิตอลที่มีการซื้อขายและยังไม่มีกลไกการควบคุม 

นอกจากบิทคอยน์แล้วในปัจจุบันยังมีสกุลเงินดิจิตอลและ crypto-assets มากกว่า 1,500 ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดประมาณ 190 แห่งทั่วโลก ซึ่งล้วนมีราคาขึ้นลงผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2017 ราคาของ Bitcoin พรวดลงไปเกือบ 15,000 ปอนด์ ทำให้มูลค่าของบิทคอยน์ลดลงไปถึง 2 ใน 3 ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน รวมถึงวิธีการของ crypto-assets ที่มีการเสนอขายเหรียญขั้นต้นให้กับนักลงทุน ยังเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเป็นห่วง และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้ามากำกับดูแลสกุลเงินและสินทรัพย์เหล่านี้อย่างเอาจริงเอาจัง

ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศอังกฤษกำลังตัดสินใจว่าควรจะมีการออกกฎระเบียบในการกำกับดูแลหรือไม่ ซึ่งในระหว่างนี้ผู้บริโภครวมถึงนักลงทุนที่มีการใช้สกุลเงินเหล่านี้ ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงและคำเตือนของรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแล ก็คงไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในการลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องมีการออกระเบียบมากำกับดูแล โดยเน้นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและการป้องกันการฟอกเงินเป็นหลักในเบื้องต้น

ปัจจุบันในประเทศอังกฤษมี บริษัท CryptoUK ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง เพื่อคอยทำการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งบริษัทฯ กล่าวว่า ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการการคลัง ในการออกกฎระเบียบเพื่อการควบคุมตนเอง ซึ่งกำลังรอการตอบรับจากรัฐบาลเพื่อเข้ามาร่วมกำกับดูแลร่วมกัน โดยหลายฝ่ายเห็นว่าการกำกับดูแลตนเองถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อนำไปสู่การออกกฎข้อบังคับเพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับการลงทุนของผู้บริโภค และเพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต ก่อให้เกิดความชัดเจนกับอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลที่กำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก ส่วนในประเทศไทยก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าสกุลเงินประเภทนี้จะมีหน่วยงานไหนเข้ามากำกับดูแลหรือไม่

 

Payment Application การเติบโตที่รวดเร็ว และการใช้เงินสดที่น้อยลง

Payment Application การเติบโตที่รวดเร็ว และการใช้เงินสดที่น้อยลง

                ในประเทศไทย หลายคนคงจะคุ้นเคยกับการจ่ายเงิน จ่ายบิลหรือชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านทางธนาคารออนไลน์กันเป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยให้สะดวก รวดเร็ว ไปไหนมาไหนก็ไม่จำเป็นต้องหาตู้เอทีเอ็มเพื่อคอยกดและพกเงินสด แถมยังไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือถึงจะต้องเสียค่าธรรมเนียมก็มีอัตราที่ถูกกว่าการทำรายการที่หน้าตู้หรือเคาน์เตอร์ธนาคารเสียอีก ซึ่งนอกจากธนาคารออนไลน์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ในต่างประเทศยังได้นิยมใช้ Payment Application ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารหรือเงินในบัญชีของเรา เพื่อให้การโอน จ่าย ชำระบิล ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านธนาคารเดียวกันหรือต่างธนาคารก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าอีกด้วย เพียงเข้าไปทำรายการผ่านแอปพลิเคชันนั้น ๆ เพียงแอปเดียว

3 Payment Application ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

  • PayPal ถือเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับการใช้จ่ายและชำระเงินที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยการเริ่มดำเนินการเป็นกระเป๋าสตางค์ออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2541 เพื่อใช้ชำระเงินสำหรับคนที่ต้องการซื้อสินค้าผ่านทางเว็บอีเบย์ ทำให้ PayPal กลายเป็นที่รู้จักและนิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้รับความสะดวก สามารถโอนเงินเข้า ออกจากบัญชีธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาและบัญชีในต่างประเทศอีกหลายประเทศได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนจากยอดเงินในบัญชี PayPal หรือยอดเงินในบัญชีธนาคาร แต่ PayPal จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตหรือการแปลงสกุลเงิน
  • Venmo อีกหนึ่งแอปในเครือ PayPal แต่แตกต่างเนื่องจากถูกออกแบบมาให้เพื่อโอนเงินให้เพื่อนโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับกลุ่มวัยรุ่นในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมื่อเข้าไปรับประทานอาหารต่าง ๆ ก็ต้องแชร์ค่าอาหารกัน หรือการแชร์ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งแอปจะอำนวยความสะดวกให้สามารถโอนเงินให้เพื่อนได้ออย่างง่ายดายผ่านบัญชีเดบิตของธนาคารที่ได้ลิงก์เอาไว้
  • Square Cash เป็นลักษณะคล้ายบัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับ Venmo ให้สามารถโอนเงินระหว่างคนที่ใช้แอปนี้ด้วยกันผ่านทางบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงผ่านบัตรเดบิตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังใช้เป็นกระเป๋าสตางค์เช่นเดียวกับ PayPal ได้อีกด้วย

ใครที่เคยทำการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เชื่อว่าคงจะคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันเหล่านี้กันมาบ้าง แต่หากใครที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องศึกษาหาความรู้แล้วลองไปสมัครใช้กันดู รับรองว่าจะทำให้คุณสะดวกโดยเฉพาะเมื่อต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศ จะช่วยลดอัตราค่าธรรมเนียมลงไปได้มาก หรือไม่แน่เมื่อแอปเหล่านี้แพร่หลายเข้ามาเชื่อมต่อกับธนาคารในประเทศไทย ต่อไปการจ่ายเงินให้เพื่อนฝูงและครอบครัวก็อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินสดกันอีกเลย

 

การปรับเปลี่ยนพันธุกรรมความฝันหรือความจริงในอนาคตอันใกล้

การปรับเปลี่ยนพันธุกรรมความฝันหรือความจริงในอนาคตอันใกล้

                คนที่ชอบดูละคร ภาพยนตร์ หรือซีรีย์ฝรั่ง เชื่อว่าคงจะเคยดูหนังเกี่ยวกับซอมบี้ หรือในยุคที่โลกมนุษย์ต้องเจอกับโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตของประชากรบนโลกเราไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงโรคเหล่านี้ยังสามารถแพร่กระจายและติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจากมนุษย์ด้วยกันเอง หรือระหว่างสัตว์กับมนุษย์ ซึ่งจริงอยู่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นอาจจะเป็นจินตนาการที่อยู่ในแค่แผ่นฟิล์ม แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะในความเป็นจริงปัจจุบันเชื้อโรคต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ อาการและความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่มนุษย์หรือสัตว์จะสามารถเกิดโรคเหล่านั้นขึ้นได้หรือไม่ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของพันธุกรรม วันนี้เราจึงจะพาคุณไปรู้จักกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม ว่าในอนาคตจะมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน และในปัจจุบันวิทยาศาสตร์แขนงนี้ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนกันแล้ว

ความหมายของการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม

                การปรับเปลี่ยนพันธุกรรม หรือที่เรียกกันเป็นทางการได้ว่า พันธุวิศวกรรม คือการปรับเปลี่ยนดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาทำการแยกและคัดลอกเซลล์ที่น่าสนใจ โดยใช้วิธีการโคลนนิ่งโมเลกุลของเซลล์ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ทำการแทรกดีเอ็นเอของเซลล์ที่ทำการโคลนนิ่งหรือสังเคราะห์ขึ้นมาได้ เข้าไปยังสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ซึ่งในขณะเดียวกันดีเอ็นเอหรือยีนส์ภายในสิ่งมีชีวิตที่เป็นเจ้าภาพ อาจจะถูกลบออกไป ซึ่งสิ่งมีชีวิตเจ้าภาพเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม จึงทำให้เทคโนโลยีชีวภาพที่เรียกว่าพันธุวิศวกรรมนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายแขนง โดยเฉพาะในการเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และทางด้านการแพทย์

ประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม

  • การเกษตร ปัจจุบันได้มีการนำเอาการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมมาใช้ในด้านการเกษตร เพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ ผสมพันธุ์พืช และการเพิ่มผลผลิต ตัวอย่างเช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความทนทานต่อแมลงและศัตรูพืช ปรับแต่งพันธุกรรมให้พืชผลจำพวกข้าวโพด กล้วย มันเทศ มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชผลที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ทำให้มีวิตามินและแร่ธาตุมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร และแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพให้กับประชากรในประเทศต่าง ๆ
  • การแพทย์ ปัจจุบันได้มีการนำเอาพันธุวิศวกรรมมาใช้ในด้านยา และด้านการแพทย์แล้วในหลายประเทศ ได้แก่ การนำเอาพิษของสัตว์มาสร้างเป็นภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดอื่น การเปลี่ยนถ่ายเซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์ที่บกพร่องหรือถูกทำลาย การนำมาสร้างเป็นฮอร์โมนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องโรคของมนุษย์ เป็นต้น

                ล่าสุดได้เริ่มมีการทดลองใช้การปรับเปลี่ยนพันธุกรรมเพื่อให้ลูกหมูสามารถต้านทานโรคปอดได้ แต่ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่า การตัดแต่งพันธุกรรมลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังเชื่อว่า ทั้งหมดจะคงทำเพื่อผลประโยชน์ต่อมนุษย์ ต่อโลกใบนี้นั่นเอง