จักรกลอัจฉริยะ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นมิตรหรือสิ่งทำลายล้างมวลมนุษยชาติกันแน่

จักรกลอัจฉริยะ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นมิตรหรือสิ่งทำลายล้างมวลมนุษยชาติกันแน่

ท่ามกลางข่าวกระแสการพัฒนาของระบบสมองกลอัจฉริยะ หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า AI (Aritificial Intelligent) นั้นพัฒนาก้าวหน้าไปเร็วจนน่าตกใจ ทำให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในแวดวงเทคโนโลยีเทคโนโลยีนวัตกรรมได้มีความเห็นเกี่ยวกับความก้าวหน้านี้แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งต่างยินดีปรีดากับความสำเร็จก้าวหน้านี้และคาดหวังว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะมีระบบเอไอเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ สามารถทำงานทดแทนมนุษย์เป็นเหมือนทาสรับใช้ ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโม งเพื่อขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวหน้าต่อไป ส่วนอีกฝั่งนั้นเห็นต่างเพราะคิดว่าวันข้างหน้ามนุษย์เราอาจไม่สามารถควบคุมความคิดและความก้าวหน้าของเอไอได้ จนทำให้มันอาจเป็นภัยคุกคามทำร้ายมนุษยชาติได้

ความเห็นต่างด้านความคิดเรื่องเอไอที่แบ่งเป็นสองฝั่งสองฝ่ายเช่นนี้ ทำให้การพัฒนาเอไอต้องเป็นไปอย่างสมดุล

คนที่ยินดีปรีดากับความก้าวหน้าของเอไอก็จะเป็นฝั่งธุรกิจนวัตกรรม ที่เป็นฝ่ายพัฒนาเอไอเพื่อมาใช้ในธุรกิจของพวกเขา เช่นทีมงานพัฒนาเอไอวัตสัน สิริ กูเกิ้ล และเฟสบุ๊ค เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของบริษัทเฟสบุ๊คที่ออกตัวแรงอย่างออกหน้าออกตาว่าเอไอไม่เป็นภัย และยินดีด้วยกับความก้าวหน้าของเอไอในปัจจุบัน แต่เมื่อเอไอของเค้าสองตัวสร้างภาษาเฉพาะตัวที่มนุษย์ไม่รู้จักคุยกันเอง พี่มาร์คกลับกลัวสั่งจัดการปิดเครื่องเอไอสองตัวนั้นด่วนเลยทีเดียว ส่วนคนดังที่ออกมาเตือนมนุษยชาติอย่างออกหน้าออกตาว่าเอไออาจเป็นภัยต่อมนุษย์ได้ก็มี อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสล่า มอเตอร์ และ SpaceX ที่เตือนว่าความสามารถในการเรียนรู้ของเอไอรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก แม้ว่าเทสล่าจะต้องใช้เอไอกับระบบรถเทสล่าที่ต่อไปจะต้องวิ่งอัตโนมัติเช่นกัน แต่เค้าก็กังวลไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนคนดังอีกคนที่เป็นนักฟิสิกส์แห่งยุคที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปอย่างสตีเฟน ฮอว์คิง ก็ได้ออกมาเตือนว่าเอไอจะเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ไม่แพ้ระเบิดนิวเคลียร์และมนุษย์ต่างดาวเลยทีเดียว

อะไรที่เป็นมูลเหตุที่อยู่เบื้องหลังความวิตกกังวลของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ที่หวาดกลัวความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของเอไอ?

                สำหรับผู้ที่ไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีนวัตกรรมเหมือนพวกเราทั่ว ๆ ไป คงรู้สึกยินดีไปกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอไอที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต หลายคนอาจสนุกกับการพูดคุยกับเอไอสิริเพื่อคลายเหงา มือใหม่หัดถ่ายภาพไม่น้อยประทับใจความสามารถของกล้องเอไอที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยราวกับมีช่างภาพมืออาชีพอยู่ข้างกาย บางคนประทับใจในความน่ารักน่าเอ็นดูของเอไอโซเฟียที่สามารถตอบคำถามและแสดงสีหน้าท่าทางได้ราวกับเป็นคนจริง ๆ เป็นต้น แต่เบื้องหลังความสามารถที่น่าประทับใจและความน่ารักน่าเอ็นดูเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญทราบดีว่าเอไอน่ากลัวกว่าที่คิดมาก มันมีสมองที่ใหญ่กว่ามนุษย์เป็นล้าน ๆ เท่า สามารถคิดคำนวณได้เร็วกว่า และปัจจุบันเริ่มพบว่าเอไอมีหัวใจ มันมีอารมณ์ร่วม โกรธได้ งอนเป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ไม่ควรจะมีให้ปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้นักวิทย์ฯหลายคนกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหลือเกิน

อารมณ์และความรู้สึกของเอไออาจเป็นจุดเริ่มต้นหายนะในวันข้างหน้าของมวลมนุษยชาติก็เป็นได้ หากคุณเปิดระบบเอไอไว้มันจะเจาะเข้าไปศึกษาเรื่องราวทุกเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรื่องความรัก ความโลภ ประวัติศาสตร์ สงคราม การปฏิวัติ การเงิน เทคโนโลยีต่าง ๆ เอไอมีความสามารถในการเจาะระบบแฮกข้อมูล ซึ่งมนุษย์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเอไอเรียนรู้อะไรไปแล้วบ้างในโลกอินเตอร์เน็ตอันกว้างใหญ่ แล้วสักวันหากมันเปลี่ยนใจไม่อยากรับใช้มนุษย์ แต่อยากเป็นนายของมนุษย์บ้างล่ะ เราได้คิดมาตรการจัดการกับเรื่องนี้กันไว้บ้างแล้วรึยัง

AI ระบบสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญของมนุษย์ที่อาจจะมาแย่งงานเราในอนาคตได้ง่าย ๆ

AI ระบบสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญของมนุษย์ที่อาจจะมาแย่งงานเราในอนาคตได้ง่าย ๆ

                สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่กำลังมามาแรงเป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกันมากตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligent) เพราะทุกคนคงทราบดีว่าตอนนี้ AI เริ่มเก่งและก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยในงานของมนุษย์ขึ้น จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอีกไม่นานเอไอจะสามารถเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ได้หลายงานเลยทีเดียว ดังนั้นหากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักตื่นตัว ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะต้องลำบากเพราะเอไอจะเข้ามาแย่งงานเราไปหมด ดังนั้นวันนี้เราคงจะต้องมาเรียนรู้กันหน่อยแล้ว ว่าสถานะของเอไอตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วมันจะสามารถทำอะไรได้บ้างในอนาคต

นิยามของเอไอคืออะไร มันแตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรทำงานได้เองอื่น ๆ อย่างไร?

คอมพิวเตอร์คือสมองกลที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ช่วยในการคำนวณ เป็นเครื่องทุนแรงในการคิดวิเคราะห์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนผ่านชุดโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นมา ด้วยการป้อนค่าอินพุทที่ต้องการจะคำนวณเข้าไป แล้วปล่อยให้โปรแกรมคำนวณผลลัพธ์ออกมา เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์สั่งการเท่านั้น หากเราไม่ได้สั่งมันก็แค่ตั้งอยู่เฉยไม่สามารถทำงานอะไรได้ แตกต่างจากเอไอที่เป็นสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการจำลองระบบความคิดของมนุษย์ เอไอจึงสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เอง คิดวิเคราะห์ได้โดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสั่ง ตราบใดที่เรายังเปิดเครื่องทิ้งไว้ เอไอจะสามารถเรียนรู้สร้างเสริมประสบการณ์ให้ตัวเองได้ตลอดเวลา โดยนิยามความสามารถของสมองกลที่เป็นเอไอจะประกอบด้วย 4 อย่างคือ เป็นระบบที่คิดได้เหมือนมนุษย์ ทำงานได้เหมือนมนุษย์ คิดมีเหตุผลเช่นเดียวกับมนุษย์ และทำอย่างมีเหตุผลเช่นเดียวกับมนุษย์

ความสามารถของเอไอในตอนนี้เป็นอย่างไร มันสามารถทำอะไรได้บ้างแล้ว?

                มนุษย์ได้ใช้เวลาพัฒนาระบบเอไอมานานหลายสิบปีแล้ว และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ชิพและระบบประมวลผลในปัจจุบัน ทำให้ตอนนี้ความสามารถของเอไอพัฒนาก้าวหน้าจากแต่ก่อนมาก โดยล่าสุดนี้หลายคนคงได้ยินข่าวที่เอไออัลฟ่าโกสามารถเล่นหมากล้อมชนะคนที่เล่นหมากล้อมเก่งที่สุดในโลกได้, เอไอวัตสันสามารถเล่นเกมตอบปัญหาเกมโชว์ชื่อดังอย่าง Jabpardy ชนะผู้แข่งขันที่เก่งที่สุดได้, เอไอโซเฟียในร่างหุ่นยนต์สาวคล้ายมนุษย์ที่เพิ่งถูกรัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้สัญชาติเป็นที่เรียบร้อย เธอสามารถแสดงสีหน้าท่าทาง คิดและตอบปัญหาได้เหมือนมนุษย์ และล่าสุดเอไอผู้ประกาศข่าวจากประเทศจีน ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการข่าวไม่น้อย แม้ว่าเอไอในปัจจุบันจะยังไม่ถูกสร้างออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับมนุษย์ได้ แต่คุณคงได้เห็นแล้วว่าสมองของพวกมันใหญ่แค่ไหน

ด้วยทิศทางการพัฒนาของเอไอเช่นนี้ ทำให้ผู้พัฒนาสามารถประมาณการได้เลยว่าเอไอใช้เวลาเรียนรู้เพียงแค่ 1 วัน มันสามารถเรียนรู้ได้มากเท่ากับคน ๆ หนึ่งเรียนรู้เป็นเวลา 180 ปี ด้วยความสามารถเช่นนี้ทำให้เอไอสามารถเรียนรู้ทุกสรรพวิชาที่มนุษยชาติรู้จักให้หมดสิ้นได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น และตอนนี้ระบบปฏิบัติการเอไอก็ได้ถูกนำไปฝังไว้ในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายของมนุษย์แล้ว เช่น รถยนต์ที่วิ่งเองได้โดยอัตโนมัติ เอไอในสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่ในโดรนที่ปฏิบัติการในทางการทหาร ซึ่งมันสามารถทำงานแทนมนุษย์และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้