รถยนต์ไร้คนขับ จินตนาการที่ใกล้เคียงความเป็นจริง

เมื่อพูดถึงรถยนต์ไร้คนขับ หลายคนคงจะนึกถึงฉากภาพยนตร์ในหนังอย่าง Transformer ที่เจ้ารถยนต์ต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนหุ่นยนต์สามารถสั่งการและควบคุมการเคลื่อนที่ของรถด้วยตัวเองได้ ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเฉพาะในหนังหรือในภาพยนตร์เท่านั้น ได้มีการพัฒนานวัตกรรมไปสู่รถยนต์ไร้คนขับที่สามารถขับขี่ได้จริงบนท้องถนน

รถยนต์ไร้คนขับ (Self Driving Car) หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เป็นนวัตกรรมที่ได้ผสมผสานการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีทางวิศวกรรมหลาย ๆ ด้านเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนและควบคุมการทำงานได้โดยอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision ทำหน้าที่เป็นเสมือนตาของรถยนต์ ด้วยการติดตั้งกล้องถ่ายภาพและเรดาร์ไว้ตรวจจับวัตถุทั้งที่อยู่นิ่งและเคลื่อนที่อยู่รอบ ๆ ตัวรถ, Deep Learning ทำหน้าที่เป็นสมองของรถยนต์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องถนน เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและควบคุมการขับเคลื่อนของรถยนต์, Robotic ทำหน้าที่แปลงคำสั่งที่ได้รับการประมวลผลแล้ว เพื่อทำการออกคำสั่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์, Navigation ทำหน้าที่วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและเป็นตัวบอกเส้นทางการขับเคลื่อนของรถยนต์

เทคโนโลยีไร้คนขับเป็นเทคโนโลยีที่รถยนต์หลายค่ายต่างให้ความสนใจ ในการพัฒนาและออกแบบรถยนต์นำเสนอสู่ท้องตลาด ให้สามารถขับขี่ได้จริงบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นค่าย Google, Apple, Uber, Baidu และ Intel ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับที่ได้รับความสนใจ และได้รับการพูดถึงมากที่สุดก็คือ รถยนต์ไร้คนขับจากค่าย Google หรือ Google Car ได้เริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2009 เป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาในลักษณะของ City Car แบบไร้พวงมาลัยและไร้คนขับ เป็นรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง มีระบบเซนเซอร์และระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่คอยควบคุมให้รถสามารถขับเคลื่อนได้จริง ที่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารัก ควบคุมได้ด้วยปุ่มบังคับปุ่มเดียว ไม่มีทั้งพวงมาลัย คันเร่งและเบรก มีเพียงที่นั่งและจอบอกเส้นทางให้ผู้นั่งดูเท่านั้น ซึ่ง Google ทำการออกแบบและพัฒนารถยนต์ไร้คนขับนี้ขึ้นมาก็เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่บนท้องถนน เพราะรถยนต์ที่ออกแบบมานี้มีระบบเซนเซอร์ และระบบตอบสนองที่ดีกว่ามนุษย์ และช่วยทำให้หมดห่วงสำหรับปัญหาเมาแล้วขับ รวมถึงปัญหาการหลับในอย่างแน่นอน

ปัจจุบันรถยนต์ไร้คนขับ ได้ถูกรับรองให้สามารถนำมาวิ่งได้อย่างถูกกฎหมายแล้วในรัฐ California และรัฐมิชิแกนของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องมีการกำหนดให้ต้องมีคนขับนั่งอยู่หน้ารถเพื่อทำการควบคุมการทำงานของรถยนต์หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งก้าวของการพัฒนานำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการขับขี่แบบไร้คนขับออกสู่สาธารณะ

 

 

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

ในยุคที่เราต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน การคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเป็นการทดแทนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป จึงทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ นั่นคือ นวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั่นเอง

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Car) คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยนำเอาพลังงานไฟฟ้าที่เก็บอยู่ในแบตเตอรี่ หรือในอุปกรณ์เก็บไฟฟ้ารูปแบบอื่นมาใช้ การใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์มีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่ การใช้พลังงานไฟฟ้าแทนพลังงานแทนเครื่องยนต์แบบสันดาป เป็นการช่วยลดมลพิษทางอากาศ เนื่องจากไม่มีการปล่อยไอเสียออกมาทางท่อ และเป็นการช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน อีกทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยให้รถออกตัว เร่งได้อย่างรวดเร็วกว่า ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่ารถมีความเบาและปราดเปรียวกว่ารถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้นวัตกรรมของรถยนต์ไฟฟ้าได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในปัจจุบันที่ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ก็ได้มีการนำเสนอนวัตกรรมออกสู่ตลาดและนำไปสู่การจำหน่ายเพื่อใช้งานจริง

รถยนต์ไฟฟ้าได้มีการนำเสนอและเปิดตัวจากค่ายรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ ได้แก่ รถพลังงานไฟฟ้าจากค่าย Nissan รุ่น Nissan Leaf ซึ่งเป็นนวัตกรรมประหยัดพลังงานจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยการออกแบบให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นโดยสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางถึง 400 กิโลเมตร ด้วยระบบพลังงานไฟฟ้า 110 กิโลวัตต์ รวมถึงยังมีนวัตกรรมการขับขี่อัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมการขับเคลื่อนได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรถยนต์จากอีกหลายยี่ห้อ ที่ได้มีการพัฒนานวัตกรรมนี้ออกมาสู่ตลาด อาทิเช่น Ford Focus Electric ที่สามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งและ Mitsubishi i-MiEV ที่ออกแบบเป็นรถยนต์ขนาด 5 ประตู ขนาดเล็กที่สามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งในการชาร์จไฟแต่ละครั้งหากเป็นไฟบ้านจะใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามรถพลังงานไฟฟ้าก็ยังมีจุดอ่อนในหลาย ๆ ด้าน ที่ต้องอาศัยการพัฒนาเพื่อให้สามารถสามารถใช้งานได้จริง เนื่องด้วยข้อจำกัดของพลังงานแบตเตอรี่ที่อาจจะทำให้รถไม่สามารถวิ่งไปได้ไกลมาก และด้วยข้อจำกัดเรื่องของสถานีประจุไฟฟ้าที่ยังมีน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องของการชาร์จพลังงาน หากต้องใช้รถในการเดินทางไกล รวมถึงระยะเวลาในการชาร์จแบตก็ยังใช้เวลานาน ส่วนใหญ่กว่าจะชาร์จแบตได้เต็ม ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 4-5 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการรอ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ายังผลิตออกมาในท้องตลาดน้อย ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้ยังเป็นรถยนต์ที่มีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันต่อไป ว่านวัตกรรมของรถยนต์ไฟฟ้านี้จะถูกพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานได้จริงเมื่อไหร่