จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนร่วมงาน

จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนร่วมงาน

                ในโลกที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรม รวมถึงในการทำงานร่วมกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลายคนคงเริ่มนึกภาพว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อต้องมีหุ่นยนต์เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเราจะทำงานร่วมกับเจ้าสมองกลเหล่านี้ให้เกิดความราบรื่นได้อย่างไร

การทำงานของหุ่นยนต์ร่วมกับมนุษย์จะให้ประสิทธิภาพมากกว่า

จากรายงานการตรวจสอบประสิทธิภาพด้านการผลิตของประเทศอังกฤษล่าสุดที่ผ่านมา ได้ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบอัตโนมัติสามารถเพิ่มผลผลิต รวมถึงสร้างงานใหม่ให้เกิดขึ้นได้เป็นอย่างมาก รวมถึงนักวิจัยจาก MIT ยังพบว่าทีมที่ทำงานร่วมกันระหว่างหุ่นยนต์และมนุษย์ ที่ทำงานให้กับ BMW นั้น มีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์หรือหุ่นยนต์ที่ทำงานเพียงอย่างเดียว ถึงประมาณร้อยละ 85 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเร่งด่วน หรือเมื่อต้องการทำการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ยอดขายที่ต้องอาศัยการขยายกำลังการผลิต หรือในภาคการผลิตที่ต้องการความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น

แล้วมนุษย์จะทำงานร่วมกับหุ่นยนต์อย่างราบรื่นได้อย่างไร

ถึงแม้หุ่นยนต์จะมีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่ามนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังมีจุดแข็งในเรื่องของทักษะการทำงาน
ใหญ่ไม่ดีเสมอไป ซึ่งเมื่อนำเอามาประยุกต์การทำงานร่วมกันได้อย่างถูกต้อง จะสามารถขยายทักษะและสร้างจุดแข็งของเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น

แรงงานคนสามารถประยุกต์ใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ตอนนี้มนุษย์สามารถใช้แขนหุ่นยนต์ และออกแบบวิธีการเลือกรวมถึงการแพ็คผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วกว่า เกิดผลผลิตมากกว่าและสร้างรายได้ที่มากกว่าได้ หรือการใช้หุ่นยนต์ในการลาดตระเวนเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยแทนมนุษย์ให้ สามารถเก็บภาพและความเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า การใช้หุ่นยนต์ควบคุมโดยมีการตั้งค่าหรือตั้งเวลาให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิต เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยการเชื่อมโยงกับข้อมูลของระบบต่าง ๆ เช่น การตั้งค่าให้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรเป็นผู้รับผิดชอบด้านการดำเนินการผลิตและการจัดการคลังสินค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ความเร็วสายการผลิตไปจนถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตเหล่านี้ และหุ่นยนต์ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต เมื่อปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งมีความเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่วินาที ซึ่งการทำงานเหล่านี้ย่อมมีประสิทธิภาพกว่าการตัดสินใจของมนุษย์

แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อปัจจัยแวดล้อมหรือมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป ก็แน่นอนว่ามนุษย์ก็จะต้องเป็นคนใส่ข้อมูลใหม่เพื่อเป็นการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้หุ่นยนต์สามารถดำเนินการตอบโจทย์ความต้องการได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ต้องมีการทำงานร่วมกัน และวิธีการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการรวบรวมข้อมูล วางแผน และจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรต้องมาก่อนมาหลังนั่นเอง

 

ทีมนักพัฒนาจากฮ่องกง คิดค้นเทคโนโลยี 4D Printing สำหรับเซรามิค

ทีมนักพัฒนาจากฮ่องกง คิดค้นเทคโนโลยี 4D Printing สำหรับเซรามิค

                นอกจากเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่กำลังได้รับความนิยมและถูกพูดถึงกันอย่างหนาหูในวงการเครื่องพิมพ์แล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้ก็ดูเหมือนจะก้าวหน้าและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะล่าสุดทีมนักพัฒนาจากฮ่องกงก็ได้มีการคิดค้นเครื่องพิมพ์ 4 มิติ เพื่อใช้งานกับวัสดุเซรามิคขึ้น

ระบบงานพิมพ์ 4 มิติ (4D) คืออะไร

การพิมพ์ 4 มิติ หมายถึง การผลิตรูปทรงเรขาคณิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือประกอบตัวเองได้ตลอดเวลาเมื่อได้รับอิทธิพลจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น แรงอุณหภูมิหรือสนามแม่เหล็ก ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี กับวัสดุประเภทเซรามิคที่แข็งและเปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับงานพิมพ์ที่ซับซ้อน

คุณสมบัติที่แข็งและเปราะบางเป็นอุปสรรคต่องานพิมพ์โครงสร้างของเซรามิค ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ออกแบบมาส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับการใช้งานกับโพลิเมอร์และโลหะมากกว่าการใช้วัสดุเซรามิค และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ City University of Hong Kong (CityU) คิดค้นพัฒนาการใช้หมึกจากเซรามิค เพื่อให้สามารถพิมพ์รูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่า ที่เรียกกันว่าเครื่องพิมพ์ 4 มิติ

การทำงานของเครื่องพิมพ์เซรามิค 4 มิติ

ทีมนักวิจัย นำโดยศาสตราจารย์ Lu Jian กล่าวว่า ระบบงานพิมพ์ 4 มิตินี้ เป็นการใช้หมึกพิมพ์ที่ทำจาก elastomeric poly (dimethylsiloxane) ผสมกับอนุภาคนาโนของผลึกที่ทำจากสังกะสีออกไซด์เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 ถึง 50 นาโนเมตร ผ่านการยืดพับจากข้อต่อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และรอยย่นซึ่งออกแบบเป็นรูปทรงที่ซับซ้อน ซึ่งเมื่อผ่านความร้อนจะทำให้รูปทรงเหล่านั้นกลายเป็นวัสดุเซรามิคที่แข็งตัวพร้อมสำหรับการใช้งาน

กระบวนการนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ทีมวิจัยกล่าวว่าการทำหมึก เพื่อพัฒนาระบบการพิมพ์ต้องใช้ความพยายามหลายครั้งโดยใช้วิธีการที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการบีบไอซิ่งบนเค้ก ที่ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นชนิดของครีมและขนาดของหัวฉีด ความเร็ว แรงบีบและอุณหภูมิ ซึ่งสารตั้งต้น Elastomeric ที่นำมาใช้นี้จะช่วยให้สามารถพิมพ์รูปทรงสี่เหลี่ยม รวมถึงรูปทรงเรขาคณิตที่มีความซับซ้อน ให้มีศักยภาพเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินอวกาศได้

ทีมพัฒนาได้ออกแบบการทำงาน โดยสร้างรูปร่างจากหมึกเซรามิคที่มีความยืดหยุ่นประกอบด้วย  2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการใช้สารตั้งต้นและพื้นผิวเซรามิคที่ถูกสร้างขึ้นโดยหมึกตัวใหม่ ให้พื้นผิวสามารถยืดออกเพื่อให้ได้วัสดุเป็นรูปร่างที่ต้องการ ส่วนขั้นตอนที่ 2 สารตั้งต้นเซรามิคที่ยืดออกมานี้จะถูกปล่อยออกมาภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบสุดท้าย ซึ่งเทคนิคทั้งสองจะช่วยให้สามารถสร้างรูปโค้งและพื้นผิวที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่านอกจากจะมีเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ 4 มิติ ออกมาแล้ว ในอนาคตข้างหน้าจะมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ที่น่าสนใจอะไรออกมาอีก

 

นวัตกรรมการพัฒนาหุ่นยนต์ สามารถเลียนแบบเพื่อให้หยิบจับสิ่งของได้เหมือนกับมนุษย์มากขึ้น

นวัตกรรมการพัฒนาหุ่นยนต์ สามารถเลียนแบบเพื่อให้หยิบจับสิ่งของได้เหมือนกับมนุษย์มากขึ้น

                ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ล้วนมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้สามารถเคลื่อนไหว ทำงาน โต้ตอบ รวมถึงหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ได้เหมือนกับมนุษย์ ล่าสุดทีมนักวิจัยชาวอังกฤษก็ได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อให้สามารถเลียนแบบมนุษย์ในการจัดการและหยิบจับกับสิ่งของ รวมถึงวัตถุที่มีความละเอียดอ่อนมีพื้นผิวไม่เรียบสม่ำเสมอกัน เพื่อให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพการทำงานมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับใช้งานภายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เป็นต้น

การพัฒนาหุ่นยนต์หยิบจับสิ่งของเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม

การทำงานของหุ่นยนต์เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมทุกวันนี้ถือว่ายังมีความแตกต่างกับศักยภาพของมนุษย์ในเรื่องของความชำนาญ โดยใช้การเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะในการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ในขณะเดียวกันที่การใช้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก ก็มีความเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งนิยมใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์แทนการทำงานด้วยแรงงานคน เนื่องจากเป็นการทำงานกับของแข็ง จึงสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ หุ่นยนต์ก็ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องนี้

ทีมนักวิจัยของสหราชอาณาจักร นำโดย ดร. Lorenzo Jamone จาก Queen Mary University of London ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก EPSRC กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถเลียนแบบมนุษย์ เพื่อจัดการกับวัตถุที่บอบบางและไม่สม่ำเสมอเพื่อขยายการใช้งานภายในอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยทีมนักวิจัยกำลังพัฒนาระบบเทคโนโลยีเสมือนจริงและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสวมใส่ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้เทคนิคการจัดการกับสิ่งของโดยการเลียนแบบมนุษย์ได้

การทำงานของหุ่นยนต์เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์

เนื่องจากมนุษย์มีความความชำนาญในการใช้ประสาทสัมผัสเพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะการจับ เมื่อเจอกับวัตถุที่มีรูปร่างหรือพื้นผิวแตกต่างกัน ให้สอดคล้องกับการทำงานได้อย่างคล่องตัวกว่าการใช้เครื่องจักร เพราะฉะนั้นเพื่อให้หุ่นยนต์ได้เรียนรู้ทักษะนี้จากมนุษย์ นักวิจัยจึงวางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีเทเลโฟโต้เทอร์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบังคับหุ่นยนต์ได้ด้วยตนเอง โดยผู้ควบคุมจะสวมใส่ถุงมือ พร้อมเซ็นเซอร์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถตรวจจับ และเลียนแบบการเคลื่อนไหวได้
และเมื่อผู้ควบคุมมีการเปลี่ยนลักษณะท่าทางและการหยิบจับสิ่งของ หุ่นยนต์ก็จะมีการเลียนแบบท่าทางเชื่อมโยงระบบกับลักษณะของสิ่งของที่กำลังสัมผัสอยู่เช่นเดียวกัน และในขณะเดียวผู้ควบคุมก็จะสวมใส่กันแว่นตาเสมือนจริงเพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นการทำงานของหุ่นยนต์ผ่านระบบ 3 มิติ เพื่อเป็นการลดระยะเวลาและช่วยให้หุ่นยนต์จะเรียนรู้ทักษะการจัดการกับสิ่งของเลียนแบบมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วขึ้น

การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้จะช่วยให้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่มีความสามารถเพียงแค่การจัดการ กับวัตถุที่เรียบง่าย ให้มีศักยภาพในการทำงานเพื่อตอบโจทย์สำหรับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรระวัง เมื่ออีกไม่นานหุ่นยนต์อาจเข้ามาทำงานทั้งหมดแทนที่มนุษย์ได้

 

เยอรมนีเปิดตัวรถไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรายแรกของโลก

เยอรมนีเปิดตัวรถไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรายแรกของโลก

การพัฒนาและคิดค้นทางเลือกของการใช้พลังงานแทนการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวรถไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรายแรกของโลก ที่ได้เข้าสู่การบริการเชิงพาณิชย์ในเขต Lower Saxony ของประเทศเยอรมนีแล้ว เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 61 ที่ผ่านมา
รถไฟฟ้าขับเคลื่อนพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจนคันแรกของโลก

Alstom iLint ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน มีความเร็ว 140 กม./ชม. โดยรถไฟ Alstom Coradia iLint 2 ขบวนจะเริ่มวิ่งในเส้นทางที่มีระยะทาง 100 กิโลเมตร ระหว่าง Cuxhaven Bremerhaven Bremervörde และ Buxtehude ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทเดินรถไฟได้เคยใช้รถไฟเชื้อเพลิงดีเซล ที่ดำเนินการโดยบริษัท Eisenbahnen und Verkehrsbetriebe Elbe-Weser (EVB) มาก่อน

รถไฟขบวนใหม่นี้จะทำการเติมเชื้อเพลิงที่สถานีเติมไฮโดรเจน โดยการฉีดก๊าซไฮโดรเจนลงในถังเหล็กบรรจุขนาด 40 ฟุตที่สถานี Bremervörde เป็นจำนวน 1 ถัง เพื่อให้เพียงพอสำหรับระยะทางการวิ่ง 1,000 กิโลเมตร ส่วนสถานีเติมเชื้อเพลิงของบริษัท EVB จะเริ่มดำเนินการในปี พ. ศ. 2564 หลังจากที่ Alstom ส่งรถไฟ Coradia iLint จำนวน 14 ขบวนไปยังหน่วยงานขนส่งของ Landesnahverkehrsgesellschaft Niedersachsen (LNVG) แล้ว ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 81 ล้านยูโร

Henri Poupart-Lafarge ประธานและซีอีโอของ Alstom กล่าวว่า รถไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรายแรกของโลกกำลังจะเริ่มให้บริการผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นศักราชใหม่ในสำหรับระบบขนส่งทางรถไฟรูปแบบปลอดสารเคมี ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการทำงานของทีมวิศวกรจากประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม

รถไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนการปล่อยมลพิษต่ำ ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ความสามารถในการทำงานของเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับใช้ในการขับเคลื่อนรถไฟที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ดร. แบร์นด์อัลฮุสแมนน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของโลว์เออร์แซกซอน กล่าวว่า รถไฟเชื้อเพลิงไฮโดรเจนนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศเยอรมนีในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีใหม่ โดยการระดมทุนโครงการนวัตกรรมแห่งชาติด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นทางเลือกที่มีอัตราการการปล่อยมลพิษต่ำและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเชื้อเพลิงดีเซล

รถไฟขบวนนี้ได้เปิดให้ทดลองนั่งไปแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทผู้ผลิตที่ทำการผลิตรถไฟมาเป็นเวลากว่า 60 ปี เชื่อมั่นว่ารถไฟคันนี้ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานสูงอีกทั้งยังมีค่าความสามารถในการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้สูงถึง 90% และเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลถึง 50%

ถือเป็นการเปิดตัวนวัตกรรมของรถไฟฟ้าพลังงานทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยมลพิษและการเกิดก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

เลเซอร์ไฟเบอร์ เซ็นเซอร์เทคโนโลยีรูปแบบใหม่

เลเซอร์ไฟเบอร์ เซ็นเซอร์เทคโนโลยีรูปแบบใหม่

ด้วยความรุดหน้าของเทคโนโลยี ล่าสุดทีมนักพัฒนาจากประเทศจีน ก็ได้ทำการพัฒนาเลเซอร์ใยแก้วนำแสงที่ออกแบบมาเพื่อเป็นอุปกรณ์สวมใส่ เพื่อให้สามารถถ่ายภาพในร่างกายของมนุษย์ได้ ซึ่งถือเป็นวัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น

เซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสงหรือเลเซอร์ไฟเบอร์

ล่าสุดนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยี Photonics มหาวิทยาลัยจี่หนาน ในมณฑลกวางโจว ได้พัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพโดยการใช้แสงเลเซอร์ โดยมีเทคนิคการใช้งานเป็นรูปแบบของการสวมใส่อุปกรณ์เพื่อช่วยวินิจฉัยทางการแพทย์
โดยการทำงานของเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับความยืดหยุ่นในเส้นใยแสง เพื่อให้ทำงานควบคู่ไปกับทำงานของคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีการแพร่กระจายเป็นคลื่นทรงกลม และมีความไวค่อนข้างต่ำ  เพื่อให้สามารถใช้ในการวินิจฉัยทางด้านการแพทย์ได้ดียิ่งขึ้น

ลักษณะการทำงานของเซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสง

ด้วยคุณสมบัติการแพร่กระจายที่กะทัดรัดมากขึ้น เพื่อให้ภาพถ่ายที่ดีกว่า ภายในแกนหลักของเส้นใยแสงมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 มม. เพื่อสร้างเป็นกระจกสะท้อนสองเส้นเข้ากับแกนเส้นใยด้วยแสงอัลตราไวโอเลต ผ่านเส้นใยแก้วที่ถูกเจือด้วย ytterbium และ erbium เพื่อแปลงเป็นแสงเลเซอร์ เพื่อเริ่มต้นการทำงานของเลเซอร์โดยใช้เลเซอร์เซมิคอนดักเตอร์ขนาด 980 nm จากเส้นใยแสงที่มีความยาวเพียง 8 มม. จากนั้นจึงปล่อยแสงที่ความยาวคลื่น 532 nm ออกมา
เมื่อเลเซอร์เส้นใยเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ขนานกับความยาวเส้นใย จะเปลี่ยนรูปคลื่นที่ได้ผ่านการปรับความถี่ ทำให้สามารถตรวจจับการเปลี่ยนความถี่และสามารถสร้างเป็นรูปคลื่นเสียงได้

รูปแบบของการทำงานของคลื่นที่ถูกคิดค้นขึ้นมานี้ มีชื่อว่า self-heterodyning ซึ่งเป็นการทำงานโดยผสมเอาคุณสมบัติของ 2 ความถี่มาผสมกัน ทำให้เกิดข้อได้เปรียบและทำให้เอาต์พุตสัญญาณที่ได้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยได้มีการนำเลเซอร์ที่ว่านี้ไปทดสอบโดยการศึกษาหลอดเลือดในหูของหนูทดลอง ซึ่งสามารถแสดงภาพการกระจายออกซิเจนมาเพื่อใช้ทำการวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเซนเซอร์ตัวนี้มีศักยภาพในการทำงานมาก และจะได้พัฒนาเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยด้านการแพทย์ในกรณีอื่น ๆ ต่อไป

นับวันก็ยิ่งมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสียโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรักษา ทำให้สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากที่ได้มีการคิดค้นเลเซอร์ไฟเบอร์ตัวนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถนำไปใช้งานจริงเพื่อวินิจฉัยโรคและช่วยเหลือผู้ป่วยรวมถึงคนไทยจะได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีตัวนี้ได้จริงเมื่อไหร่

 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ Bitcoin ควรได้รับการควบคุม

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ Bitcoin ควรได้รับการควบคุม

                บิทคอยน์ถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหรือสถาบันการเงินใด ๆ เข้ามากำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลตัวนี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความเป็นห่วงกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเสี่ยง รวมถึงการทำธุรกรรมที่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือการฟอกเงินผ่านบิทคอยน์ที่หลายฝ่ายกำลังเป็นกังวล

คณะสภาผู้แทนฯ อังกฤษเห็นควรเริ่มกำหนดมาตรการในการควบคุมบิทคอยน์   

                ล่าสุดคณะสภาผู้แทนฯ อังกฤษ มีความเห็นว่า Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการควบคุมเพื่อปกป้องนักลงทุน เพราะขณะนี้บิทคอยน์ยังมีราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยง รวมถึงเรื่องของการแฮ็กระบบ และการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันสกุลเงินดิจิตอลที่เรียกว่า crypto-assets เหล่านี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาทำการกำกับดูแลในการออกสินทรัพย์ และไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะมาควบคุมการซื้อขายและเปลี่ยน

กว่า 1,500 สกุลเงินดิจิตอลที่มีการซื้อขายและยังไม่มีกลไกการควบคุม 

นอกจากบิทคอยน์แล้วในปัจจุบันยังมีสกุลเงินดิจิตอลและ crypto-assets มากกว่า 1,500 ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดประมาณ 190 แห่งทั่วโลก ซึ่งล้วนมีราคาขึ้นลงผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2017 ราคาของ Bitcoin พรวดลงไปเกือบ 15,000 ปอนด์ ทำให้มูลค่าของบิทคอยน์ลดลงไปถึง 2 ใน 3 ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน รวมถึงวิธีการของ crypto-assets ที่มีการเสนอขายเหรียญขั้นต้นให้กับนักลงทุน ยังเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเป็นห่วง และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้ามากำกับดูแลสกุลเงินและสินทรัพย์เหล่านี้อย่างเอาจริงเอาจัง

ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศอังกฤษกำลังตัดสินใจว่าควรจะมีการออกกฎระเบียบในการกำกับดูแลหรือไม่ ซึ่งในระหว่างนี้ผู้บริโภครวมถึงนักลงทุนที่มีการใช้สกุลเงินเหล่านี้ ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงและคำเตือนของรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแล ก็คงไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในการลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องมีการออกระเบียบมากำกับดูแล โดยเน้นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและการป้องกันการฟอกเงินเป็นหลักในเบื้องต้น

ปัจจุบันในประเทศอังกฤษมี บริษัท CryptoUK ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง เพื่อคอยทำการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งบริษัทฯ กล่าวว่า ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการการคลัง ในการออกกฎระเบียบเพื่อการควบคุมตนเอง ซึ่งกำลังรอการตอบรับจากรัฐบาลเพื่อเข้ามาร่วมกำกับดูแลร่วมกัน โดยหลายฝ่ายเห็นว่าการกำกับดูแลตนเองถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อนำไปสู่การออกกฎข้อบังคับเพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับการลงทุนของผู้บริโภค และเพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต ก่อให้เกิดความชัดเจนกับอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลที่กำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก ส่วนในประเทศไทยก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าสกุลเงินประเภทนี้จะมีหน่วยงานไหนเข้ามากำกับดูแลหรือไม่

 

Mercedes-Benz เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลก

Mercedes-Benz เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลก

                เมื่อวันที่ 4 กันยายน 61 ที่ผ่านมา ที่เมืองสต็อกโอม ประเทศสวีเดน ค่ายรถชั้นนำระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz ก็ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ที่สร้างความสนใจให้กับวงการรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ หรือรถยนต์ไฟฟ้าให้ฮือฮากันอีกยกใหญ่ เมื่อเบนซ์ ได้เปิดตัวรถ SUV ที่มีระยะทางการขับขี่ได้ถึง 450 กิโลเมตร พร้อมการออกแบบรูปทรงของรถที่มีความสวยงาม และการตกแต่งภายในที่หรูหรา พร้อมเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด ไม่เสียชื่อค่ายรถชั้นนำระดับโลก

การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบครั้งแรกจากค่าย Mercedes-Benz

ในการเปิดตัวครั้งนี้ CEO ของ Mercedes-Benz ได้กล่าวว่า ค่ายเบนซ์กำลังวางแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 10 รุ่นภายในปี 2022 และเชื่อว่าในอนาคตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมียอดขายเป็น 15 – 25% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2025

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ค่ายรถชั้นนำจากประเทศเยอรมณีกำลังเปิดศึกรถยนต์ไฟฟ้ากับค่าย Tesla ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาใช้และสนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น เนื่องจากเริ่มราคาถูกกว่าและเป็นเจ้าของง่ายกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันที่มีราคาแพง

นอกจากนี้ CEO ของค่ายเบนซ์ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเบนซ์ถึง 10 รุ่นจะทำให้เบนซ์สามารถรองรับความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของตลาดได้ถึง 60%

รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายเบนซ์ คู่แข่งที่น่ากลัวของค่าย Tesla

ก่อนหน้านี้ค่าย Tesla ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังของโลก ยังไม่มีค่ายไหนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวนัก และผู้บริโภคก็ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า บวกกับการยอมรับเงื่อนไขของการทำประกันแบบพรีเมียมจากค่าย Tesla ที่นำเสนอมาพร้อมกับการจำหน่ายรถยนต์ได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีข้อสงสัย แต่เมื่อเบนซ์เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เช่นเดียวกัน ก็ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่ Tesla จะต้องระวัง เพราะค่ายเบนซ์ได้รับการการันตีในเรื่องของคุณภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์มาก่อนค่าย Tesla อย่างนานนม แต่ทั้งนี้ค่ายเบนซ์เองก็ทราบดีว่า Tesla นี่แหละที่จะเป็นคู่แข่งสำคัญของเบนซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าเบนซ์จะลดราคาในสายการผลิตคุณภาพสูงมาแข่งกับค่ายอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะนี้ Tesla มีรถยนต์ไฟฟ้าจำหน่าย 3 รุ่น ที่ถือเป็นคู่แข่งโดยตรงกับรถยนต์ไฟฟ้าของเบนซ์รุ่นที่ได้ทำการเปิดตัวเป็นครั้งแรกนี้ แต่เบนซ์ก็ยังมั่นใจว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นรถยนต์ประเภท SUV ซึ่งถือเป็นประเภทรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด ที่มาพร้อมกับการทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าครบวงจร ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อในเรื่องยอดขายว่าเบนซ์จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน

 

Cyber Attack ภัยคุกคามยุคใหม่ ล่าสุดทำจอแสดงผลเที่ยวบินดับถึง 2 วัน

Cyber Attack ภัยคุกคามยุคใหม่ ล่าสุดทำจอแสดงผลเที่ยวบินดับถึง 2 วัน

                ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิตของคนเรา ทำให้หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไปรวมถึงรูปแบบของการโจมตีและการคุกคามที่มาในรูปแบบดิจิตอล เป็นสิ่งที่พบเห็นและต้องระมัดระวังกันมากขึ้น เพราะล่าสุด ภัยไซเบอร์ไม่ได้เป็นการคุกคามเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลหรือการโจรกรรมเท่านั้น แต่ได้ลุกลามสร้างความเดือดร้อนไปยังระบบขนส่งสาธารณะอย่างในสนามบิน ทำให้การเดินทางของผู้คนต้องเกิดความติดขัดและโกลาหลกันไม่น้อย

ไซเบอร์ แอทแทค ทำหน้าจอแสดงผลเที่ยวบิน สนามบินบริสตอล ประเทศอังกฤษ ล้มเหลว 2 วัน

                เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 61 ที่ผ่านมา โดยโฆษกของสนามบินได้รายงานว่าสาเหตุที่หน้าจอแสดงผลตารางเที่ยวบินของสนามบินเกิดการขัดข้อง มีสาเหตุมาจากการโจมตีในลักษณะคล้ายกับ “ransomware” ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขให้หน้าระบบหน้าจอแสดงผลสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง รวมถึงจะต้องทำการรวมรวมตารางการเดินทางเข้า-ออก เพื่อให้ระบบสามารถกลับมาสู่การออนไลน์แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งในการถูกคุกคามครั้งนี้ไม่ได้มีการเรียกค่าไถ่จากผู้โจมตีเพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้แต่อย่างใด

Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ขู่ลบไฟล์ถ้าไม่ได้เงิน

Ransomware เป็นรูปแบบของมัลแวร์หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ถูกคุมคามมักจะได้รับคำขู่ว่าจะลบไฟล์ถ้าไม่มีการจ่ายเงินหรือการจ่ายค่าไถ่ให้ ซึ่งโฆษกสนามบินกล่าวว่าได้ตรวจพบ การพยายามโจมตีโดยเข้ามาออนไลน์ในระบบทำให้สนามบินต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบออฟไลน์แทนระบบออนไลน์อัตโนมัติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลของมัลแวร์ ซึ่งหากมีการเข้าถึงข้อมูลการบินและเที่ยวบิน อาจทำให้เกิดผลกระทบอันนำมาซึ่งความเสียหายร้ายแรงได้

รายงานกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการทำเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์มากกว่าการมุ่งเป้าหมายเพื่อโจมตีสนามบินบริสตอล ซึ่งในขณะนี้ระบบความปลอดภัย รวมถึงเที่ยวบินยังไม่ได้รับผลกระทบ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนการแสดงผลเที่ยวบินจากระบบออนไลน์มาเป็นระบบเขียนด้วยมือ รวมถึงการใช้แผ่นป้ายและกระดานดำแทนหน้าจอแสดงผลเท่านั้น ซึ่งในการแก้ระบบครั้งนี้ค่อนข้างจะใช้เวลานาน เพื่อให้แน่ใจในเรื่องของความปลอดภัยด้วยความระมัดระวังมากที่สุด และทางสนามบินต้องมั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขได้อย่างลุล่วงแล้ว ถึงจะกลับมาใช้งานระบบออนไลน์ได้ตามปกติ

ภัยไซเบอร์ในรูปแบบของมัลแวร์ ไวรัส ที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อขโมยข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นภัยคุกคามที่ต้องระวังกันมากขึ้น เนื่องจากสามารถสร้างผลกระทบทั้งในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล สร้างความเสียหายกับชื่อเสียง ทรัพย์สิน ไปจนถึงการโจมตีระบบที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะและคนหมู่มาก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงได้

 

Payment Application การเติบโตที่รวดเร็ว และการใช้เงินสดที่น้อยลง

Payment Application การเติบโตที่รวดเร็ว และการใช้เงินสดที่น้อยลง

                ในประเทศไทย หลายคนคงจะคุ้นเคยกับการจ่ายเงิน จ่ายบิลหรือชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านทางธนาคารออนไลน์กันเป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยให้สะดวก รวดเร็ว ไปไหนมาไหนก็ไม่จำเป็นต้องหาตู้เอทีเอ็มเพื่อคอยกดและพกเงินสด แถมยังไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือถึงจะต้องเสียค่าธรรมเนียมก็มีอัตราที่ถูกกว่าการทำรายการที่หน้าตู้หรือเคาน์เตอร์ธนาคารเสียอีก ซึ่งนอกจากธนาคารออนไลน์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ในต่างประเทศยังได้นิยมใช้ Payment Application ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารหรือเงินในบัญชีของเรา เพื่อให้การโอน จ่าย ชำระบิล ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านธนาคารเดียวกันหรือต่างธนาคารก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าอีกด้วย เพียงเข้าไปทำรายการผ่านแอปพลิเคชันนั้น ๆ เพียงแอปเดียว

3 Payment Application ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

  • PayPal ถือเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับการใช้จ่ายและชำระเงินที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยการเริ่มดำเนินการเป็นกระเป๋าสตางค์ออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2541 เพื่อใช้ชำระเงินสำหรับคนที่ต้องการซื้อสินค้าผ่านทางเว็บอีเบย์ ทำให้ PayPal กลายเป็นที่รู้จักและนิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้รับความสะดวก สามารถโอนเงินเข้า ออกจากบัญชีธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาและบัญชีในต่างประเทศอีกหลายประเทศได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนจากยอดเงินในบัญชี PayPal หรือยอดเงินในบัญชีธนาคาร แต่ PayPal จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตหรือการแปลงสกุลเงิน
  • Venmo อีกหนึ่งแอปในเครือ PayPal แต่แตกต่างเนื่องจากถูกออกแบบมาให้เพื่อโอนเงินให้เพื่อนโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับกลุ่มวัยรุ่นในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมื่อเข้าไปรับประทานอาหารต่าง ๆ ก็ต้องแชร์ค่าอาหารกัน หรือการแชร์ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งแอปจะอำนวยความสะดวกให้สามารถโอนเงินให้เพื่อนได้ออย่างง่ายดายผ่านบัญชีเดบิตของธนาคารที่ได้ลิงก์เอาไว้
  • Square Cash เป็นลักษณะคล้ายบัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับ Venmo ให้สามารถโอนเงินระหว่างคนที่ใช้แอปนี้ด้วยกันผ่านทางบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงผ่านบัตรเดบิตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังใช้เป็นกระเป๋าสตางค์เช่นเดียวกับ PayPal ได้อีกด้วย

ใครที่เคยทำการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เชื่อว่าคงจะคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันเหล่านี้กันมาบ้าง แต่หากใครที่ยังไม่เคยใช้ก็ควรต้องศึกษาหาความรู้แล้วลองไปสมัครใช้กันดู รับรองว่าจะทำให้คุณสะดวกโดยเฉพาะเมื่อต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศ จะช่วยลดอัตราค่าธรรมเนียมลงไปได้มาก หรือไม่แน่เมื่อแอปเหล่านี้แพร่หลายเข้ามาเชื่อมต่อกับธนาคารในประเทศไทย ต่อไปการจ่ายเงินให้เพื่อนฝูงและครอบครัวก็อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินสดกันอีกเลย

 

เปิดตัวไอโฟนรุ่นล่าสุด iPhone XS XR มือถือจอใหญ่ เจอเนอเรชั่นใหม่ของไอโฟน

เปิดตัวไอโฟนรุ่นล่าสุด iPhone XS XR มือถือจอใหญ่ เจอเนอเรชั่นใหม่ของไอโฟน

เปิดตัวกันไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมากับผลิตภัณฑ์ล่าสุดของค่ายแอปเปิ้ล ที่ครั้งนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเรื่องราคาและสเปคก็หนาหูอีกเช่นเคย กับเจ้า iPhone XS และ XR วันนี้เราจึงจะได้นำเอาสเปคและคุณสมบัติคร่าว ๆ ของสมาร์ทโฟนแบรนด์ดัง มาสรุปให้เหล่าสาวกแอปเปิ้ลได้ทราบกัน

ไอโฟน XS ไอโฟนจอยักษ์ที่มาพร้อมระบบกราฟิกสุดเจ๋ง

ตอบรับความแฟน ๆ ที่ต้องการมือถือจอใหญ่ ที่ไอโฟนบอกว่าเป็นมือถือจอใหญ่ที่สุดและเป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของไอโฟน ด้วยขนาดหน้าจอของรุ่น XS Max ที่ใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ส่วน รุ่น XS มีขนาดจอภาพ 5.8 นิ้ว มาพร้อมรูปทรงที่หรูหราสมราคาอีกเช่นเคย แตกต่างด้วยขอบที่คราวนี้ออกแบบโดยใช้แสตนเลสสตีลโลหะผสมชนิดพิเศษ มีให้เลือก 3 สี คือ สีทอง สีเงิน และสีดำ ส่วนสเปคภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะเรื่องของความเร็ว iphone XS ใช้ชิพ A12 Bionic ให้ประสิทธิภาพกราฟิกที่สูงขึ้นถึง 50% Neutral Engine แบบ 8 Core ทำให้สามารถประมวลผลการทำงานเร็วขึ้นสูงสุดถึง 15% ในขณะที่ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าถึง 50%

มาถึงเรื่องกล้องที่หลายคนรอคอยว่ารุ่นนี้จะมี Feature ใหม่อะไรที่น่าสนใจทำให้ต้องควักเงินในกระเป๋ากันบ้าง คราวนี้ iphone มาพร้อมระบบกล้องคู่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพของคนยุคใหม่ได้อย่างเต็มที่ เรียกว่าไอโฟนเครื่องเดียวจบไม่ต้องพกกล้องตัวใหญ่ให้วุ่นวายและยุ่งยาก เสริมด้วยฟังก์ชัน HDR ที่ให้คุณสามารถเก็บรายละเอียดในการถ่ายภาพได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฮไลท์ แสงและเงา อีกทั้งยังมีเซ็นเซอร์ที่ดีเร็วขึ้นกว่าเก่า และอีกหนึ่งฟังก์ชันยอดฮิตที่ถูกพัฒนาให้มีการควบคุมระยะชัดลึกเบลอฉากหลังได้ดียิ่งขึ้น สำหรับการถ่ายโบเก้หน้ชัดหลังเบลอที่รับรองว่าสาย Portrait จะต้องชื่นชอบ

ไอโฟน XR อีกหนึ่งรุ่นใหม่ ทางเลือกของคนมีงบน้อยกว่า

                แน่นอนว่าทุกครั้งของการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ เมื่อมีรุ่นท็อปไปแล้วก็ต้องมีรุ่นรอง สำหรับ ไอโฟนรุ่น XR หน้าจอก็จะเล็กลงมาหน่อยคือมีขนาด 6.1 นิ้ว มีลูกเล่นดึงดูดใจวัยรุ่นด้วยสีสันของตัวเครื่องด้วยการลงสีแบบ 7 ชั้นบนผิวกระจกด้านหลังของตัวเครื่อง ส่วนข้อแตกต่างกับรุ่น XS ที่เป็นตัวท็อปซึ่งมีข้อเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนก็คือเรื่องกล้อง สำหรับ รุ่น XR นั้นจะยังเป็นกล้องเดี่ยวไม่ใช่กล้องคู่ เพราะฉะนั้นใครที่ชอบถ่ายรูปถ้าจะให้ได้ฟังก์ชันแบบเต็มสูบเห็นทีจะต้องเสียเงินซื้อรุ่นใหญ่มาใช้กัน

ส่วนเรื่องสนนราคา ตอนนี้ราคาไทยยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ แต่ iphone XS นั้นมีให้เลือกตั้งแต่ความจุ 64 GB 356 GB และ 512 GB คาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 40,000 บาท ส่วน iphone XR มีให้เลือกตั้งแต่ความจุ 64 GB 128 GB และ 256 GB ราคาเริ่มต้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 29,500 บาท