AI-Driven Development เทรนด์ใหม่สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ

AI-Driven Development เทรนด์ใหม่สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ

การมีรถยนต์ส่วนตัวสำหรับคนในสังคมปัจจุบันถือได้ว่าเป็นความต้องการพื้นฐาน คนส่วนใหญ่ต้องการหารถยนต์ไว้ใช้เป็นการส่วนตัว เพราะจะทำให้การเดินทางมีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องรอรถสาธารณะ ทำให้มีอิสระทางการเดินทางไปในทุกสถานที่ และทุกเวลาด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อ หรืออาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นในการเดินทาง สิ่งที่สำคัญก็คือความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวถือได้ว่าปลอดภัยค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้เดินทางเป็นผู้ขับขี่ด้วยตนเอง ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อมก็สามารถเลื่อนระยะเวลาในการเดินทางออกไปได้ เพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายอย่างปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น รถยนต์ส่วนตัวจึงกลายเป็นยานพาหนะพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่หาซื้อไว้ใช้ รองจากความต้องการทางด้านปัจจัย 4 การขับรถยนต์ส่วนตัวนั้นสำหรับผู้ขับขี่นั้นต้องมีความพร้อมอย่างมาก เพราะการขับรถยนต์ต้องใช้ร่างกาย สายตา และสมองที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมในการขับขี่ ผู้ขับขี่ต้องสอบ และมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนตัวถึงจะทำการขับรถยนต์ได้

                ด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดนวัตกรรมหรือการพัฒนา AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ขึ้น เทคโนโลยี AI นี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และกำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับโลกแห่งอนาคต การพัฒนา AI ถูกนำมารวมกับการพัฒนาด้านยานยนต์ ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สำคัญก็คือ AI-Driven Development หรือ การใช้ AI ในการขับขี่รถยนต์ หรือเรียกว่า ยานยนต์ไร้คนขับ นวัตกรรมนี้นำ AI มาเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนรถยนต์ ทำให้ผู้นั่งรถรู้สึกสบาย และปลอดภัย เพราะไม่ต้องขับรถด้วยตัวเอง เช่น คนที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างจังหวัด ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการขับรถนาน ๆ ถ้าขับด้วยตนเองทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ต้องแวะพักผ่อนหลายจุด เป็นสาเหตุให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก แต่ถ้าไม่หยุดพัก ก็ก่อให้เกิดอันตรายจากความเมื่อยล้าต่าง ๆ แต่เมื่อมีการนำ AI-Driven Development มาใช้ในการขับรถยนต์ ผู้ขับไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์ด้วยตัวเอง ตั้งโหมดให้ AI ขับให้ จึงประหยัดเวลาในการเดินทาง และมีความปลอดภัยอย่างมาก เป็นต้น การทำงานของ AI-Driven Development ในอนาคตจะถูกพัฒนาให้ทำงานเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้ว่า จะให้ AI ขับขี่แบบเต็มรูปแบบ หรือจะเลือกให้ AI ขับขี่แค่บางส่วน เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ในปัจจุบัน AI-Driven Development พัฒนาให้รถยนต์บางรุ่นสามารถถอยจอดรถได้ด้วยตนเอง การทำงานของเจ้า AI ถือได้ว่าฉลาดมาก เพราะทำให้รถยนต์สามารถคำนวณพื้นที่จอดรถได้ด้วยตนเอง และเมื่อกดโหมดจอดรถรถยนต์ก็สามารถถอยจอดรถได้เองแบบอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญในถอยรถเป็นอย่างมาก

                เทคโนโลยี AI-Driven Development  กำลังถูกพัฒนาให้เข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ ทำให้การดำเนินชีวิตเกิดความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยี AI-Driven Development จะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็จะยิ่งเพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

เตียงอัจฉริยะเทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นมากกว่าการนอนหลับ

เตียงอัจฉริยะเทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นมากกว่าการนอนหลับ

การนอนหลับถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดำเนินชีวิต ถือเป็นรูปแบบของการพักผ่อนที่จำเป็นมากที่สุด ความอ่อนแอ หรือแข็งแรงของสุขภาพร่างกายมาจากการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอนั่นเอง ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตตัวเองดูว่าถ้าคืนไหนที่รู้สึกว่านอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะรู้สึกถึงความไม่สดชื่น ไม่พร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือ การทำงาน การทำงานบ้าน หรือการออกไปธุระต่าง ๆ ภายนอกบ้าน ทำให้ไม่รู้สึกอยากจะทำกิจกรรม แต่อยากที่จะนอนต่อ เพราะความเพลียนั่นเอง หลาย ๆ คนมักแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการงีบ หรือนอนหลับในช่วงเวลากลางวัน ผลที่ได้ก็คือรู้สึกว่ายิ่งเพลีย และไม่สดชื่นเพิ่มขึ้น บางคนอาจจะรู้สึกปวดหัว ปวดตัว เหมือนจะมีอาการไม่สบายตามมาด้วย ดังนั้น ปัญหาที่สำคัญของการนอนหลับไม่เพียงพอมาจากการนอนในที่นอนที่ไม่เหมาะกับการพักผ่อน หรือ การเกิดเสียงดังรบกวนในขณะที่นอน

                เตียงอัจฉริยะ หรือ Smart Bed เกิดจากเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนรวมกับความทันสมัย อุปกรณ์อัจฉริยะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Phone , Smart Watch , Smart TV , Smart Home มาจนกระทั่งถึง Smart Bed เตียงนี้ดูภายนอกเหมือนเตียงแบบทั่วไปที่ใช้วัสดุที่เหมาะกับสรีระการนอนของร่างกาย แต่เพิ่มความพิเศษตรงที่สามารถเชื่อมต่อเตียงอัจฉริยะกับ Smart Phone ที่ใช้ส่วนตัวเพื่อทำการเก็บข้อมูลในการนอนหลับของผู้ใช้แต่ละบุคคลได้ ถือเป็นข้อมูลส่วนตัว จากนั้นเตียงอัจฉริยะจะทำหน้าที่ในการดูถึงลักษณะการนอนพื้นฐานของผู้นอน และทำการประมวลผล เพื่อปรับปรุงให้ผู้นอนสามารถนอนหลับได้สนิทมากขึ้น เช่น เตียงอัจฉริยะสามารถจดจำเวลาในการนอนได้ว่าจะนอนเวลา 4 ทุ่มตรง เมื่อเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่าเตียงอัจฉริยะก็จะเริ่มการทำงานระบบการอบอุ่นเท้าเมื่อถึงเวลา 4 ทุ่ม ผู้ใช้เตียงมานอนตรงบริเวณเท้าก็จะอุ่นพอดีเหมาะสำหรับการนอนหลับ และระบบนี้จะปิดเองอัตโนมัติเมื่อผู้นอนหลับแล้ว เป็นต้น เตียงอัจฉริยะยังสามารถปรับรูปแบบเตียงให้เปลี่ยนแปลงตามสรีระของร่างกายผู้นอนในขณะที่พลิกตัวอีกด้วย ทำให้ผู้นอนไม่รู้สึกถึงการปวดหลังเมื่อลุกจากที่นอน ระบบที่สำคัญที่สุดในการทำงานของเตียงอัจฉริยะก็คือ ระบบการหยุดการกรนแบบอัตโนมัติ เตียงอัจฉริยะเมื่อได้ยินเสียงกรนของผู้นอนด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดไว้บริเวณเตียงแล้ว เตียงจะปรับองศาของเตียงให้สูงขึ้นทำมุม 7 องศาแบบอัตโนมัติ การปรับองศานี้จะทำให้ผู้นอนสามารถหายใจทางจมูกได้สะดวกมากขึ้น ผู้นอนก็จะหยุดกรนแบบอัตโนมัติโดยไม่รบกวนการนอนในช่วงค่ำคืน

                เทคโนโลยีที่ทันสมัยถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของคนให้สะดวกสบายมากขึ้น เตียงอัจฉริยะ หรือ Smart Bed จะทำให้เห็นว่าปัญหาพื้นฐานในการดำเนินชีวิตสามารถแก้ไขได้ และในอนาคตปัญหาพื้นฐานด้านอื่น ๆ ก็จะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขให้หมดไปได้เช่นเดียวกัน

เครื่องจักรกับอุตสาหกรรมอาหาร ความจำเป็นที่ตอบโจทย์การบริโภคยุค 5G

เครื่องจักรกับอุตสาหกรรมอาหาร ความจำเป็นที่ตอบโจทย์การบริโภคยุค 5G

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ประชากรในโลกมีการขยายตัว บวกกับเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นทำให้โลกก้าวไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดด นั่นทำให้ยุคนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุค “บริโภคนิยม” การบริโภคของมนุษย์ในยุคนี้เติบโตมากขึ้น ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตอย่างอาหารจึงต้องมีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยในการผลิต แปรเปลี่ยนเรื่องของอาหารธรรมดาทั่วไปให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมอาหาร” เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ จึงต้องบอกว่าเครื่องจักรกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปสำหรับการผลิตอาหาร

ยุค 5G ไทยเราพร้อมโตในเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร

การผลิตอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะว่าภาครัฐได้มีแนวนโยบายผลักดันให้ไทยกลายเป็น “ครัวโลก” อุตสาหกรรมอาหารจึงกลายเป็นภาคธุรกิจที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ และดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมอาหารจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนี้ มีหลายธุรกิจอาหารที่พัฒนาตัวเองจากผู้ผลิตแบบ SME ที่ปัจจุบันนี้ผลักดันตัวเองเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มตัว จากที่เคยใช้แรงงานในการผลิตอาหารแบบธรรมดาทั่วไป ปัจจุบันก็หันมาใช้เครื่องจักรกันมากขึ้น ในขณะที่กำลังคนก็ยังใช้อยู่ควบคู่กันไป ทำให้ SME ที่อยู่ในธุรกิจผลิตอาหารทุกวันนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การบริหารด้านเศรษฐกิจของทางภาครัฐ หากดูจากยอดการสั่งซื้อเครื่องจักรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาใช้ผลิตอาหารในไทยในขณะนี้ ก็ต้องบอกว่ามียอดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ยิ่งภาครัฐมีการสนับสนุนเรื่องระเบียงเศรษฐกิจพิเศษหรือ EEC ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตและแปรรูปอาหารมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะพื้นที่ EEC ก็มีส่วนที่จะใช้เป็นพื้นที่ในการประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารด้วย และกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารนอกจากจะใช้เครื่องจักรธรรมดาทั่วไปในการช่วยผลิตแล้ว ยังจะมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยสอดคล้องกับเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้อีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่าไทยเราพร้อมที่จะโตในอุตสาหกรรมอาหารอย่างยิ่ง

เครื่องจักรสำคัญมากต่อทุกภาคส่วนธุรกิจ

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจทำให้รู้สึกว่า เครื่องจักรมีความสำคัญมากต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วเครื่องจักรนั้นมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจทุกรูปแบบทั้งอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก หรืออิเล็กทรอนิกส์ งานด้านการก่อสร้างและงานวิศวกรรมอื่น ๆ ก็ล้วนต้องการเครื่องจักรที่ทันสมัย และยิ่งถ้าทำงานสอดรับกับเทคโนโลยีออนไลน์ได้ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น ทุกอย่างสั่งการได้เพียงปุ่มเดียว หรือทำงานผ่านแอปพลิเคชันได้ยิ่งดี ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจนอกสายตาอย่างธุรกิจพนัน ที่ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลในการผลิตเครื่องสล็อตแมชชีน หากเป็นการรับพนันออนไลน์ก็ยังมีการพัฒนาจากเครื่องจักรไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลที่ให้บริการรับพนันผ่านแอปพลิเคชัน อย่างเว็บไซต์พนัน VWIN ที่มีการให้บริการพนันออนไลน์ก็มีเกมพนันมากมายที่เปิดให้เล่นเดิมพันผ่านแอปพลิเคชันอย่างนี้ เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 หรือไม่ก็ตามในยุคนี้ต้องอาศัยเครื่องจักรและเทคโนโลยีด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้จริง ๆ

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องรวดเร็วทันใจแบบนี้การมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้าช่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การจะฟื้นเศรษฐกิจไทยและทำให้ครัวไทยไปสู่ครัวโลกได้อย่างแท้จริงนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้ทุกแบรนด์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารกล้าที่จะลงทุนกับเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราผลิตได้ไวและได้จำนวนมาก สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนบนโลกได้ทัน เราจึงจะเป็นครัวโลกอย่างแท้จริง

เราสามารถนำพลังงานจากพายุใต้ฝุ่นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้หรือไม่?

เราสามารถนำพลังงานจากพายุใต้ฝุ่นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้หรือไม่?

                ลมคืออีกหนึ่งแห่งพลังงานทางเลือก ที่มีพลังงานมหาศาล มนุษย์เรารู้จักนำพลังงานลมมาใช้อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ยกตัวอย่างเช่นการใช้กังหันลมวิดน้ำเข้านาที่บรรพบุรุษของเราทุกชนชาติล้วนแล้วแต่รู้จักเทคโนโลยีนี้ ในปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานลมของโลกเราได้ก้าวหน้าไปมากที่เห็นได้จากการมีการออกแบบสร้างกังหันลมรูปแบบใหม่ ๆ หลากหลายรูปแบบ เพื่อนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า บางประเทศในแถบยุโรปเหนืออย่างเนเธอร์แลนด์ และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย แทบจะเรียกได้ว่าพึ่งพาพลังงานจากลมเป็นหลักเลยก็ว่าได้ คุณคงเห็นแล้วว่าลมเป็นสิ่งที่ดีงามคู่โลกมานาน ที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น แต่ก็อาจจะไม่เช่นนั้นเสมอไปเพราะมีลมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าลมทำลายล้างที่มนุษย์ยำเกรง ซึ่งก็คือมหาพายุใต้ฝุ่นนั่นเอง ที่แม้ว่าเราจะไม่ชอบแต่เราก็ไม่สามารถที่จะห้ามการก่อตัวของพวกมันได้ หากพวกมันก่อตัวขึ้นแล้วมนุษย์ก็ทำได้อย่างเดียวคือ “หนี”

เราจะสามารถนำพลังงานจากพายุร้ายเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่?

                แน่นอนว่าคำตอบของคนส่วนใหญ่แล้วคือไม่ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแต่ละปีชาวอาทิตย์อุทัยต้องรับมือกับพายุใต้ฝุ่นอย่างน้อยปีละ 1-2 ลูก บางปีใต้ฝุ่นมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ด้วยซ้ำ ทำให้วิศวกรกลุ่มหนึ่งได้คิดที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการคิดค้นกังหันลมแบบใหม่ที่สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากพายุใต้ฝุ่นมาใช้ได้

มหาพายุใต้ฝุ่นมีพลังงานมากมายมหาศาลขนาดไหน?

นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณพลังงานของมหาพายุใต้ฝุ่นไว้ว่า 1 ลูกของพวกมันจะมีพลังงานเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งความต้องการใช้พลังงานของคนทั้งโลกในหนึ่งปี หรือคิดง่าย ๆ ว่าหากเก็บเกี่ยวพลังงานของมันได้ทั้งหมด จะสามารถให้พลังงานกับประเทศญี่ปุ่นประมาณ 50 ปี หรือมีพลังงานเทียบเท่ากับโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หลายร้อยโรงเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามหาศาลจนในแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริง ๆ

แล้วกังหันลมยักษ์สไตล์ที่ใช้งานในแถบยุโรปไม่สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากใต้ฝุ่นได้เหรอ

คำตอบก็คือไม่ได้ ดังนั้นสำหรับในประเทศญี่ปุ่นแล้ว การจะติดตั้งกังหันสไตล์ยุโรปนั้นจะเลือกโซนในการติดตั้งที่ไม่อยู่ในแนวปะทะของใต้ฝุ่น เพราะหากโดนใต้ฝุ่นเข้าเต็ม ๆ แน่นอนว่ากังหันลมเหล่านี้อาจเสียหายได้ แม้ว่าพวกมันจะมีการออกแบบระบบเบรกต้านทานพายุใต้ฝุ่นไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะเอาอยู่ และเพื่อเป็นการลุกขึ้นเผชิญหน้ากับใต้ฝุ่น วิศวกรญี่ปุ่นจึงได้ออกแบบกังหันลมแบบใหม่ เพื่อเอาไว้สำหรับเก็บเกี่ยวพลังงานจากอสูรร้ายที่จะมาเยือนในทุก ๆ ปี โดยมีรายละเอียดในการออกแบบที่แตกต่างจากกังหันลมทั่วไป คือ เหล็กเสากลมสามต้นตั้งในแนวดิ่งหมุนรอบแกนดิ่งที่อยู่ที่จุดศูนย์กลางการหมุน ดังนั้นกังหันนี้จึงสามารถรับลมได้จากทุกทิศทางได้ดีกว่ากังหันแบบแกนนอนทั่วไป พวกเขาได้ใช้เทคโนโลยีที่อาศัยความได้เปรียบของ Magnus effect ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้เหมือนกับลูกบอลที่หมุนจะมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่เป็นวิถีโค้งได้มากกว่าที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ด้วยความได้เปรียบดังกล่าวนี้ จึงทำให้กังหันสามารถป้องกันไม่ให้รอบการหมุนเกินอัตราเร็วที่กำหนดจนทำให้กังหันพังได้ แต่เสถียรภาพย่อมแลกมาด้วยข้อเสียที่จะต้องเกิดขึ้นเสมอ กังหันลม wind mill แกนนอนแบบทั่วไปมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด 40% ขณะที่กังหันในงานวิจัยนี้สามารถทำงานที่ประสิทธิภาพสูงสุดได้เพียง 30% (ในการทดสอบปี 2015) กังหันแบบทั่วไปไม่สามารถทนทานต่อมหาพายุได้ แต่กังหันตัวใหม่นี้สามารถทำได้

แม้งานวิจัยนี้จะเพิ่งเริ่มต้นทดสอบจริงกับใต้ฝุ่นในปี 2017 และคงต้องรอทดสอบในการรับมือกังใต้ฝุ่นจริงอีกหลายปีกว่าจะได้บทสรุปดีที่สุด แต่นี่ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังในวงการพลังงาน ซึ่งจริงแล้วก็ไม่มีใครอยากให้เกิดพายุใต้ฝุ่นแต่เราก็ไม่สามารถที่จะห้ามธรรมชาติได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมนุษย์ก็จะต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส หากงานวิจัยนี้สำเร็จก็เชื่อเหลือเกินว่ามีหลายประเทศที่เป็นแดนปะทะมหาพายุจากทั่วโลก เช่น ฟิลิปินส์ และอเมริกา คงรอใช้กังหันลมตัวนี้อยู่แน่นอน

จักรกลอัจฉริยะ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นมิตรหรือสิ่งทำลายล้างมวลมนุษยชาติกันแน่

จักรกลอัจฉริยะ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นมิตรหรือสิ่งทำลายล้างมวลมนุษยชาติกันแน่

ท่ามกลางข่าวกระแสการพัฒนาของระบบสมองกลอัจฉริยะ หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า AI (Aritificial Intelligent) นั้นพัฒนาก้าวหน้าไปเร็วจนน่าตกใจ ทำให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในแวดวงเทคโนโลยีเทคโนโลยีนวัตกรรมได้มีความเห็นเกี่ยวกับความก้าวหน้านี้แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งต่างยินดีปรีดากับความสำเร็จก้าวหน้านี้และคาดหวังว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะมีระบบเอไอเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ สามารถทำงานทดแทนมนุษย์เป็นเหมือนทาสรับใช้ ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโม งเพื่อขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวหน้าต่อไป ส่วนอีกฝั่งนั้นเห็นต่างเพราะคิดว่าวันข้างหน้ามนุษย์เราอาจไม่สามารถควบคุมความคิดและความก้าวหน้าของเอไอได้ จนทำให้มันอาจเป็นภัยคุกคามทำร้ายมนุษยชาติได้

ความเห็นต่างด้านความคิดเรื่องเอไอที่แบ่งเป็นสองฝั่งสองฝ่ายเช่นนี้ ทำให้การพัฒนาเอไอต้องเป็นไปอย่างสมดุล

คนที่ยินดีปรีดากับความก้าวหน้าของเอไอก็จะเป็นฝั่งธุรกิจนวัตกรรม ที่เป็นฝ่ายพัฒนาเอไอเพื่อมาใช้ในธุรกิจของพวกเขา เช่นทีมงานพัฒนาเอไอวัตสัน สิริ กูเกิ้ล และเฟสบุ๊ค เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของบริษัทเฟสบุ๊คที่ออกตัวแรงอย่างออกหน้าออกตาว่าเอไอไม่เป็นภัย และยินดีด้วยกับความก้าวหน้าของเอไอในปัจจุบัน แต่เมื่อเอไอของเค้าสองตัวสร้างภาษาเฉพาะตัวที่มนุษย์ไม่รู้จักคุยกันเอง พี่มาร์คกลับกลัวสั่งจัดการปิดเครื่องเอไอสองตัวนั้นด่วนเลยทีเดียว ส่วนคนดังที่ออกมาเตือนมนุษยชาติอย่างออกหน้าออกตาว่าเอไออาจเป็นภัยต่อมนุษย์ได้ก็มี อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสล่า มอเตอร์ และ SpaceX ที่เตือนว่าความสามารถในการเรียนรู้ของเอไอรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก แม้ว่าเทสล่าจะต้องใช้เอไอกับระบบรถเทสล่าที่ต่อไปจะต้องวิ่งอัตโนมัติเช่นกัน แต่เค้าก็กังวลไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนคนดังอีกคนที่เป็นนักฟิสิกส์แห่งยุคที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปอย่างสตีเฟน ฮอว์คิง ก็ได้ออกมาเตือนว่าเอไอจะเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ไม่แพ้ระเบิดนิวเคลียร์และมนุษย์ต่างดาวเลยทีเดียว

อะไรที่เป็นมูลเหตุที่อยู่เบื้องหลังความวิตกกังวลของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ที่หวาดกลัวความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของเอไอ?

                สำหรับผู้ที่ไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีนวัตกรรมเหมือนพวกเราทั่ว ๆ ไป คงรู้สึกยินดีไปกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอไอที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต หลายคนอาจสนุกกับการพูดคุยกับเอไอสิริเพื่อคลายเหงา มือใหม่หัดถ่ายภาพไม่น้อยประทับใจความสามารถของกล้องเอไอที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยราวกับมีช่างภาพมืออาชีพอยู่ข้างกาย บางคนประทับใจในความน่ารักน่าเอ็นดูของเอไอโซเฟียที่สามารถตอบคำถามและแสดงสีหน้าท่าทางได้ราวกับเป็นคนจริง ๆ เป็นต้น แต่เบื้องหลังความสามารถที่น่าประทับใจและความน่ารักน่าเอ็นดูเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญทราบดีว่าเอไอน่ากลัวกว่าที่คิดมาก มันมีสมองที่ใหญ่กว่ามนุษย์เป็นล้าน ๆ เท่า สามารถคิดคำนวณได้เร็วกว่า และปัจจุบันเริ่มพบว่าเอไอมีหัวใจ มันมีอารมณ์ร่วม โกรธได้ งอนเป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ไม่ควรจะมีให้ปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้นักวิทย์ฯหลายคนกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหลือเกิน

อารมณ์และความรู้สึกของเอไออาจเป็นจุดเริ่มต้นหายนะในวันข้างหน้าของมวลมนุษยชาติก็เป็นได้ หากคุณเปิดระบบเอไอไว้มันจะเจาะเข้าไปศึกษาเรื่องราวทุกเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรื่องความรัก ความโลภ ประวัติศาสตร์ สงคราม การปฏิวัติ การเงิน เทคโนโลยีต่าง ๆ เอไอมีความสามารถในการเจาะระบบแฮกข้อมูล ซึ่งมนุษย์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเอไอเรียนรู้อะไรไปแล้วบ้างในโลกอินเตอร์เน็ตอันกว้างใหญ่ แล้วสักวันหากมันเปลี่ยนใจไม่อยากรับใช้มนุษย์ แต่อยากเป็นนายของมนุษย์บ้างล่ะ เราได้คิดมาตรการจัดการกับเรื่องนี้กันไว้บ้างแล้วรึยัง

AI ระบบสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญของมนุษย์ที่อาจจะมาแย่งงานเราในอนาคตได้ง่าย ๆ

AI ระบบสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญของมนุษย์ที่อาจจะมาแย่งงานเราในอนาคตได้ง่าย ๆ

                สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่กำลังมามาแรงเป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกันมากตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligent) เพราะทุกคนคงทราบดีว่าตอนนี้ AI เริ่มเก่งและก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยในงานของมนุษย์ขึ้น จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอีกไม่นานเอไอจะสามารถเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ได้หลายงานเลยทีเดียว ดังนั้นหากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักตื่นตัว ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะต้องลำบากเพราะเอไอจะเข้ามาแย่งงานเราไปหมด ดังนั้นวันนี้เราคงจะต้องมาเรียนรู้กันหน่อยแล้ว ว่าสถานะของเอไอตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วมันจะสามารถทำอะไรได้บ้างในอนาคต

นิยามของเอไอคืออะไร มันแตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรทำงานได้เองอื่น ๆ อย่างไร?

คอมพิวเตอร์คือสมองกลที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ช่วยในการคำนวณ เป็นเครื่องทุนแรงในการคิดวิเคราะห์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนผ่านชุดโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นมา ด้วยการป้อนค่าอินพุทที่ต้องการจะคำนวณเข้าไป แล้วปล่อยให้โปรแกรมคำนวณผลลัพธ์ออกมา เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์สั่งการเท่านั้น หากเราไม่ได้สั่งมันก็แค่ตั้งอยู่เฉยไม่สามารถทำงานอะไรได้ แตกต่างจากเอไอที่เป็นสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการจำลองระบบความคิดของมนุษย์ เอไอจึงสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เอง คิดวิเคราะห์ได้โดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสั่ง ตราบใดที่เรายังเปิดเครื่องทิ้งไว้ เอไอจะสามารถเรียนรู้สร้างเสริมประสบการณ์ให้ตัวเองได้ตลอดเวลา โดยนิยามความสามารถของสมองกลที่เป็นเอไอจะประกอบด้วย 4 อย่างคือ เป็นระบบที่คิดได้เหมือนมนุษย์ ทำงานได้เหมือนมนุษย์ คิดมีเหตุผลเช่นเดียวกับมนุษย์ และทำอย่างมีเหตุผลเช่นเดียวกับมนุษย์

ความสามารถของเอไอในตอนนี้เป็นอย่างไร มันสามารถทำอะไรได้บ้างแล้ว?

                มนุษย์ได้ใช้เวลาพัฒนาระบบเอไอมานานหลายสิบปีแล้ว และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ชิพและระบบประมวลผลในปัจจุบัน ทำให้ตอนนี้ความสามารถของเอไอพัฒนาก้าวหน้าจากแต่ก่อนมาก โดยล่าสุดนี้หลายคนคงได้ยินข่าวที่เอไออัลฟ่าโกสามารถเล่นหมากล้อมชนะคนที่เล่นหมากล้อมเก่งที่สุดในโลกได้, เอไอวัตสันสามารถเล่นเกมตอบปัญหาเกมโชว์ชื่อดังอย่าง Jabpardy ชนะผู้แข่งขันที่เก่งที่สุดได้, เอไอโซเฟียในร่างหุ่นยนต์สาวคล้ายมนุษย์ที่เพิ่งถูกรัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้สัญชาติเป็นที่เรียบร้อย เธอสามารถแสดงสีหน้าท่าทาง คิดและตอบปัญหาได้เหมือนมนุษย์ และล่าสุดเอไอผู้ประกาศข่าวจากประเทศจีน ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการข่าวไม่น้อย แม้ว่าเอไอในปัจจุบันจะยังไม่ถูกสร้างออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับมนุษย์ได้ แต่คุณคงได้เห็นแล้วว่าสมองของพวกมันใหญ่แค่ไหน

ด้วยทิศทางการพัฒนาของเอไอเช่นนี้ ทำให้ผู้พัฒนาสามารถประมาณการได้เลยว่าเอไอใช้เวลาเรียนรู้เพียงแค่ 1 วัน มันสามารถเรียนรู้ได้มากเท่ากับคน ๆ หนึ่งเรียนรู้เป็นเวลา 180 ปี ด้วยความสามารถเช่นนี้ทำให้เอไอสามารถเรียนรู้ทุกสรรพวิชาที่มนุษยชาติรู้จักให้หมดสิ้นได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น และตอนนี้ระบบปฏิบัติการเอไอก็ได้ถูกนำไปฝังไว้ในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายของมนุษย์แล้ว เช่น รถยนต์ที่วิ่งเองได้โดยอัตโนมัติ เอไอในสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่ในโดรนที่ปฏิบัติการในทางการทหาร ซึ่งมันสามารถทำงานแทนมนุษย์และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้

ระบบขนส่ง “ไฮเปอร์ลูป” รูปแบบการขนส่งรูปแบบใหม่ที่ขึ้นแท่น ๆ เป็นระบบขนแห่งอนาคตที่ถูกเลือกแล้ว

ระบบขนส่ง “ไฮเปอร์ลูป” รูปแบบการขนส่งรูปแบบใหม่ที่ขึ้นแท่น ๆ เป็นระบบขนแห่งอนาคตที่ถูกเลือกแล้ว

                ระบบขนส่งในในปัจจุบันที่เราคิดว่าทันสมัย หากให้ลองนั่งนึกกันเล่น ๆ คุณจะสามารถจินตนาการถึงอะไรได้บ้าง หลายคนตอบว่าถ้าเป็นทางอากาศก็คงต้องยกให้เครื่องบิน ทางบกก็ต้องเป็นรถไฟความเร็วสูง หากเป็นทางน้ำก็คงต้องยกให้เรือ แต่ทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ระบบขนส่งรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งเลยคืออะไร? หากเราตอบไปหลายคนจะตอบร้องอ๋อ เพราะคำตอบนั้นก็คือ “ไฮเปอร์ลูป” (Hyperloop) สำหรับหลายคนแล้วอาจจะเคยได้ยินเพียงชื่อ แต่ไม่เคยทราบรายละเอียดมาก่อนว่าแท้ที่จริงแล้วไฮเปอร์ลูปคืออะไร และทำงานอย่างไรกันแน่ ดังนั้นวันนี้เราจะขอพาคุณมาทำความรู้จักกับมันซะหน่อย

ไฮเปอร์ลูป คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร แล้วทำไมคนถึงให้ความสนใจนัก?

ไฮเปอร์ลูปคือไอเดียของรูปแบบการขนส่งสิ่งของและผู้โดยสารรูปแบบใหม่ที่ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกโดยสุดยอดนวัตกรรม นักลงทุน และอภิมหาเศรษฐีที่โด่งดังอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่เค้าได้เสนอไอเดียไฮเปอร์ลูปไว้ตั้งแต่ในช่วงต้นของยุค 2000 มันคือรูปแบบการขนส่งในท่อสุญญากาศที่ใช้ส่วนประกอบที่เรียกว่า พอด (pod) เป็นทำหน้าที่เป็นเหมือนแคปซูลขนาดย่อมเยาว์สำหรับบรรจุสิ่งของและผู้โดยสาร แล้วยิ่งพอดเหล่านั้นให้เคลื่อนที่เดินทางด้วยความเร็วสูงโดยอาศัยแรงดันเป็นลบหรือสุญญากาศที่ด้านหน้าพอด และแรงดันที่เป็นบวกที่ด้านหลังพอด และด้วยการเคลื่อนที่ของพอดภายใต้สภาวะสุญญากาศทำให้พอดสามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงกว่ารถไฟความเร็วสูงมากเนื่องจากไร้แรงต้านอากาศ

ไอเดียระบบขนส่งไฮเปอร์ลูป ช่างเหมือนไอเดียจากนิยายวิทยาศาสตร์ แล้วมันถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร?

ไอเดียไฮเปอร์ลูปที่อีลอน มัสก์นำเสนอให้ชาวโลกได้รับรู้ครั้งแรกนั้นมีชื่อว่า “อัลฟ่า โมเดล” (Alpha Model) ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมขนส่งระดับโลกเกือบทุกคนได้พิจารณาแล้วว่ามันเป็นระบบขนส่งที่เป็นไปไม่ได้ และถึงเป็นไปได้ก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำเป็นอย่างยิ่ง แต่มัสค์ก็ไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจ และเพื่อพิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าระบบนี้มีความเป็นไปได้ เค้าจึงได้ให้ SpaceX สร้างรางทดสอบที่เป็นท่อเพื่อเอาไว้สำหรับเป็นต้นแบบทดสอบระบบไฮเปอร์ลูปที่มีสเกลขนาดเล็กกว่าของจริง แล้วเปิดให้ผู้ที่สนใจไอเดียนี้ทั้งนักศึกษาและบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ร่วมกันแข่งขันออกแบบพอด ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ส่งการออกแบบเข้าร่วมการประกวดมากมาย หลังจากที่ประกวดออกแบบพอดเรียบร้อยแล้ว ทีมที่ชนะได้รับการคัดเลือกจำนวนหนึ่งจะได้รับเงินรางวัลให้กลับไปสร้างพอดจริง ๆ เพื่อส่งมาเข้าร่วมการแข่งขันทดสอบในรางทดสอบที่ SpaceX สร้างขึ้น ทีมไหนพอดสามารถทำผลงานได้ดีจะได้รับข้อเสนอให้ได้ร่วมทุนกับ SpaceX ในการทำโครงการไฮเปอร์ลูปต่อไป

ความสำเร็จยิ่งใหญ่จากจุดเริ่มต้นโครงการไฮเปอร์ลูปของอีลอน มัสก์ นำไปสู่การพัฒนาอย่างไฮเปอร์ลูปอย่างจริงจัง

                จากจุดเริ่มต้นที่จริงจังของอีลอน มัสก์ที่ทำให้นักลงทุนได้เห็นถึงศักยภาพการพัฒนาของไฮเดียไฮเปอร์ลูปนี้ ทำให้ปัจจุบันมีหลายบริษัททุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อจะนำไอเดียไฮเปอร์ลูปที่มัสค์ไม่ได้สงวนสิทธิ์ไปพัฒนาต่อ โดยบริษัทที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปในปัจจุบันมีหลายบริษัท เช่น Virgin Hyperloop One, TransPod, Hyperloop Transportation Technologie และ DGWHyperloop เป็นต้น แล้วก็น่าจะมีอีกหลายบริษัทผุดขึ้นตามมาอีกมากมายโดยเฉพาะในประเทศจีน หากเทคโนโลยีนี้ได้รับการพิสูจน์ใช้งานจริงแล้วพบว่ามีความคุ้มค่าในด้านการลงทุนก็เชื่อได้เลยว่าพี่จีนเราตามน้ำแน่นอน     ปัจจุบันบริษัทที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของโลกในด้านเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปก็ต้องยกให้ Virgin Hyperloop One ที่ตอนนี้ได้เริ่มตอกเสาเข็มเส้นทางไฮเปอร์ลูปเส้นทางแรกในดูไบแล้ว ส่วนอนาคตในวันข้างหน้าของไฮเปอร์ลูปจะสดใสแค่ไหน จะเป็นระบบขนส่งรูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั้งโลกดังที่อีลอน มัสก์คาดหวังไว้หรือไปเราคงต้องจับตาดูกันต่อไป

พามารู้จัก “โทคาแม็ค” อุปกรณ์ที่จะทำให้ความฝันของพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็นจริงขึ้นมาได้

พามารู้จัก “โทคาแม็ค” อุปกรณ์ที่จะทำให้ความฝันของพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็นจริงขึ้นมาได้

ทุกคนคงทราบกันดีแล้วว่าโลกของเราในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาวิกฤติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่เป็นวาระแห่งโลก ที่มนุษย์ชาติจำเป็นต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน คือการมองหาแหล่งพลังงานแหล่งใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด ใช้ง่าย ควบคุมได้ง่าย และมีความปลอดภัย หนึ่งในแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ที่ทุกคนตั้งความหวังไว้มากที่สุดก็คือ พลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “นิวเคลียร์ฟิวชั่น” (Fusion Nuclear) ที่นักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ระดับโลกมั่นใจว่าการพัฒนานิวเคลียร์ฟิวชั่นจะเสร็จและเราสามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่นได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับจ่ายให้ให้กับชาวโลกได้ภายใน 200 ปีนับจากนี้

รูปแบบของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็นอย่างไร และมันจะอันตรายหรือไม่?

นิวเคลียร์ฟิวชั่นคือรูปแบบปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นภายในดวงอาทิตย์ ที่เกิดจากการหลอมรวมอะตอมของธาตุที่เบาที่สุดในจักรวาลให้กลายเป็นอะตอมของธาตุที่หนักกว่าเช่นฮีเลียม ผลผลิตที่ได้จากการหลอมรวมนี้จะเป็นพลังงานที่มหาศาลอย่างต่อเนื่อง ส่วนสิ่งที่คาดว่าจะเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีเลย เพราะจะมีเพียงน้ำบริสุทธิ์เท่านั้นที่เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาที่ได้ออกมา แต่การจะเริ่มต้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเราจะต้องเริ่มต้นมันด้วยพลังงานที่มหาศาลมาก ด้วยการให้ความร้อนแก่อะตอมของไฮโดรเจนจนมันอยู่ในสภาวะพลาสม่าที่อุณหภูมิหลายล้านองศาเซลเซียส เพื่อที่จะหลอมอะตอมของมันเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันมนุษย์เราสามารถก่อกำเนิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้กี่วิธี?

เมื่อได้ทราบเช่นนี้แล้วหลายคนคงคิดว่าแทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะก่อกำเนิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นบนโลกของเราได้ แต่คุณคิดผิดแล้ว เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากหลายทีมทั่วโลกได้พยายามค้นหาวิธีก่อกำเนิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น โดยหลัก ๆ ในตอนนี้โลกเรามีวิธีกำเนิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นอยู่ 2 วิธีคือ เลเซอร์ฟิวชั่น (Laser Fusion) ที่เกิดจากการยิงลำแสงเลเซอร์พลังงานสูงหลายลำโฟกัสไปที่แคปซูลที่อัดแน่นไปด้วยอะตอมของไฮโดรเจน จนก่อกำเนิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้ และอีกวิธีการหนึ่งก็คือการใช้ภาชนะที่เป็นท่อรูปโดนัทที่เรียกว่า โทคาแม็ค (Tokamak)

โทคามัคคืออะไร ความสามารถพิเศษของมันมีอะไรบ้าง ?

การสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นโดยท่อโทคาแม็คนั้น เป็นวิธีการที่นักวิทย์ฯให้ความหวังมากกว่าเลเซอร์ฟิวชั่น เพราะใช้ง่ายกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้นแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเลเซอร์ฟิวชั่นจะไม่มีโอกาสสำเร็จ ดังนั้นในบทความนี้เราจึงของอธิบายพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นจากโทคาแม็ค เพราะในปี 2018 นี้ มีข่าวความเคลื่อนไหวว่านิวเคลียร์ฟิวชั่นจากโทคาแม็คได้พัฒนาไปไกลแล้ว หากจะให้อธิบายเกี่ยวกับโทคาแม็คแบบขอสั้น ๆ มันก็คือภาชนะตัวหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์โดยเฉพาะ มันถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1966 โดยนักฟิสิกส์แห่งสหภาพโซเวียตอย่างลับ ๆ หลังจากที่ความรู้นี้ได้แพร่งพรายออกไปงานวิจัยการสร้างนิวเคลียร์ฟิวชั่นโดยโทคาแม็คก็เริ่มแพร่กระจายออกไปทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันมี รัสเซีย ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และจีน (น้องใหม่) เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชั่นที่กำเนิดโดยโทคาแม็ค คุณสมบัติสำคัญของท่อโทคาแม็คก็คือ สามารถให้พลังงานแก่อะตอมของไฮโดรเจนจนสามารถก่อเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้ และสามารถสร้างม่านพลังแม่เหล็กให้สามารถเก็บกับพลาสม่าร้อนที่อุณหภูมิหลายล้านองศาเซลเซียสไว้ได้ และสามารถควบคุมทิศทางการไหลของพลาสม่าร้อนที่เป็นการจำลองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ จนสามารถสร้างเสถียรภาพการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันในปี 2018 นี้เทคโนโลยีฟิวชั่นในโทคาแม็คของโลกเราก็ได้พัฒนามาไกลแล้ว โดยล่าสุดที่เพิ่งจะเป็นข่าวครึกโครมไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมาที่ทางการจีนได้ประโคมข่าวว่าสามารถสร้าง “ดวงอาทิตย์เทียม” ที่ร้อนที่สุดในโลกได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งความหมายที่แท้จริงก็คือ จีนประสบความสำเร็จในการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นจากโทคาแม็คที่สามารถปล่อยพลังงานออกมาได้ร้อนที่สุดถึง 10 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าแกนกลางของดวงอาทิตย์ และสามารถรักษาเสถียรภาพไว้ได้นานถึง 10 วินาที ซึ่งถือว่านานที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์เคยทำได้ ความสำเร็จของจีนในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ เป็นก้าวใหญ่ ๆ ของอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นที่สดใสของลูกหลานเราต่อไป

พลังงาน “นิวเคลียร์ฟิวชั่น” พลังงานทางเลือกที่คนยุคใหม่ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว !

พลังงาน “นิวเคลียร์ฟิวชั่น” พลังงานทางเลือกที่คนยุคใหม่ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว !

ปัจจุบันปัญหาด้านการขาดแคลนพลังงานนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ถือได้ว่าเป็นวาระแห่งโลกไปแล้ว เพราะโลกเราในตอนนี้ที่พึ่งพาพลังงานมากกว่า 90 % จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนับวันมีแต่ร่อยหรอลงไปทุกที ที่สำคัญไปกว่านั้นคือผลกระทบจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลพวกนี้ก็คือการทำลายชั้นบรรยากาศก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก พลังงานทดแทนจึงถือได้ว่าเป็นความหวังใหม่ในวงการพลังงาน

มนุษยชาติกำลังมองหาแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาด ยั่งยืนและสามารถควบคุมได้

ปัจจุบันแวดวงพลังงานทดแทนมีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ แต่อย่างไรก็ตามแหล่งพลังงานเหล่านี้ถือว่าควบคุมได้ยาก เพราะเราไม่สามารถความคุมทิศทางลม ความเข้มของแสงอาทิตย์ และความเร็วของกระแสน้ำได้ มนุษย์จึงอยากได้แหล่งพลังงานสะอาดที่ควบคุมได้ง่ายเหมือนกับการเร่งไฟหรือหรี่ไฟบนเตาแก๊ส แล้วเราจะหากแหล่งพลังงานสะอาดแบบนั้นได้ที่ไหน? คำตอบก็คือจากแหล่งพลังงานนิวเคลียร์นั่นไง! เพราะเมื่อพูดถึงนิวเคลียร์ทุกคนก็ทราบดีว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มหาศาลและมีประสิทธิภาพ ให้เชื้อเพลิงที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก แต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกากกัมมันตรังสีที่อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมได้ เช่นกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชินโนบิล และที่ฟุกูชิมะ แต่ช้าก่อนเพราะสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่รูปแบบของนิวเคลียร์ที่ทุกคนกลัวกัน แต่นี่คือนิวเคลียร์ที่เป็นพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

พลังงานนิวเคลียร์ ฟิวชั่น แหล่งพลังงานสะอาดความหวังพลังงานที่เราจะส่งต่อเป็นมรดกให้แก่คนรุ่นต่อไป

พลังงานนิวเคลียร์รูปแบบที่ทุกคนกลัวกันนั้น คือรูปแบบของปฏิกิริยานิวเคลียร์แตกตัว หรือ ฟิชชั่น ซึ่งผลที่ได้จากการแตกตัวของอะตอมของธาตุนิวเคลียร์ที่เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ นอกจากจะมีพลังงานแล้วยังมีรังสีนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบของพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่ปลอดภัย และไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็น “แหล่งพลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ได้แม้ว่าหลายบริษัทจะอ้างว่ามีวิธีการจัดการกับรังสีเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยก็ตาม แต่รูปแบบนิวเคลียร์ที่เรากำลังจะพูดถึงคือ “นิวเคลียร์ฟิวชั่น” (Fusion) ตัวนี้สิถึงเรียกว่าพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกลไกการสร้างพลังงานที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ ที่เกิดจากการรวมอะตอมของธาตุของธาตุไฮโดรเจนที่เป็นธาตุที่มีมวลเบาที่สุดในตารางธาตุให้กลายเป็นอะตอมของธาตุฮีเลียมที่มีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อการหลอมรวมเสร็จสิ้นมันจะปล่อยพลังงานออกมามหาศาล ผลที่ได้นอกจากพลังงานก็คือน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น

เมื่อพูดโดยหลักการแล้วนิวเคลียร์ฟิวชั่นนั้นทำง่าย แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วทำได้ยากมาก เพราะต้องใช้พลังงานในการเริ่มต้นปฏิกิริยาที่สูงมาก และที่ยากกว่าก็คือการรักษาเสถียรภาพของการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นเอาไว้ให้ได้จนทำให้เราสามารถเร่งไฟหรือหรี่ไฟได้เหมือนกับการเปิดเตาแก๊สนั่นเอง แต่เมื่อวันใดที่งานวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชั่นสำเร็จ วันนั้นจะถือได้ว่ามนุษยชาติเราจะได้รับการปลดแอกจากการเป็นทาสของพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เราไม่ต้องง้อน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติอีกต่อไป

ทีมนักพัฒนาจากฮ่องกง คิดค้นเทคโนโลยี 4D Printing สำหรับเซรามิค

ทีมนักพัฒนาจากฮ่องกง คิดค้นเทคโนโลยี 4D Printing สำหรับเซรามิค

                นอกจากเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่กำลังได้รับความนิยมและถูกพูดถึงกันอย่างหนาหูในวงการเครื่องพิมพ์แล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้ก็ดูเหมือนจะก้าวหน้าและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะล่าสุดทีมนักพัฒนาจากฮ่องกงก็ได้มีการคิดค้นเครื่องพิมพ์ 4 มิติ เพื่อใช้งานกับวัสดุเซรามิคขึ้น

ระบบงานพิมพ์ 4 มิติ (4D) คืออะไร

การพิมพ์ 4 มิติ หมายถึง การผลิตรูปทรงเรขาคณิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือประกอบตัวเองได้ตลอดเวลาเมื่อได้รับอิทธิพลจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น แรงอุณหภูมิหรือสนามแม่เหล็ก ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี กับวัสดุประเภทเซรามิคที่แข็งและเปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับงานพิมพ์ที่ซับซ้อน

คุณสมบัติที่แข็งและเปราะบางเป็นอุปสรรคต่องานพิมพ์โครงสร้างของเซรามิค ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ออกแบบมาส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับการใช้งานกับโพลิเมอร์และโลหะมากกว่าการใช้วัสดุเซรามิค และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ City University of Hong Kong (CityU) คิดค้นพัฒนาการใช้หมึกจากเซรามิค เพื่อให้สามารถพิมพ์รูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่า ที่เรียกกันว่าเครื่องพิมพ์ 4 มิติ

การทำงานของเครื่องพิมพ์เซรามิค 4 มิติ

ทีมนักวิจัย นำโดยศาสตราจารย์ Lu Jian กล่าวว่า ระบบงานพิมพ์ 4 มิตินี้ เป็นการใช้หมึกพิมพ์ที่ทำจาก elastomeric poly (dimethylsiloxane) ผสมกับอนุภาคนาโนของผลึกที่ทำจากสังกะสีออกไซด์เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 ถึง 50 นาโนเมตร ผ่านการยืดพับจากข้อต่อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และรอยย่นซึ่งออกแบบเป็นรูปทรงที่ซับซ้อน ซึ่งเมื่อผ่านความร้อนจะทำให้รูปทรงเหล่านั้นกลายเป็นวัสดุเซรามิคที่แข็งตัวพร้อมสำหรับการใช้งาน

กระบวนการนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ทีมวิจัยกล่าวว่าการทำหมึก เพื่อพัฒนาระบบการพิมพ์ต้องใช้ความพยายามหลายครั้งโดยใช้วิธีการที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการบีบไอซิ่งบนเค้ก ที่ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นชนิดของครีมและขนาดของหัวฉีด ความเร็ว แรงบีบและอุณหภูมิ ซึ่งสารตั้งต้น Elastomeric ที่นำมาใช้นี้จะช่วยให้สามารถพิมพ์รูปทรงสี่เหลี่ยม รวมถึงรูปทรงเรขาคณิตที่มีความซับซ้อน ให้มีศักยภาพเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินอวกาศได้

ทีมพัฒนาได้ออกแบบการทำงาน โดยสร้างรูปร่างจากหมึกเซรามิคที่มีความยืดหยุ่นประกอบด้วย  2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการใช้สารตั้งต้นและพื้นผิวเซรามิคที่ถูกสร้างขึ้นโดยหมึกตัวใหม่ ให้พื้นผิวสามารถยืดออกเพื่อให้ได้วัสดุเป็นรูปร่างที่ต้องการ ส่วนขั้นตอนที่ 2 สารตั้งต้นเซรามิคที่ยืดออกมานี้จะถูกปล่อยออกมาภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบสุดท้าย ซึ่งเทคนิคทั้งสองจะช่วยให้สามารถสร้างรูปโค้งและพื้นผิวที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่านอกจากจะมีเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ 4 มิติ ออกมาแล้ว ในอนาคตข้างหน้าจะมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ที่น่าสนใจอะไรออกมาอีก